ว่านสากเหล็ก ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆและข้อมูลงานวิจัย

ว่านสากเหล็ก งานวิจัยและสรรพคุณ 22 ข้อ

ชื่อสมุนไพร  ว่านสากเหล็ก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ว่านพร้าว , กูดพร้าว (ภาคเหนือ) , พร้าวบก,พร้าวนกคุ้ม (ภาคใต้) , ละโมยอ (มลายู)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Molineriala tifolia  Herd. Ex Kurz
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Curculigo latifolia Dryand. Ex  W.Aiton
วงศ์ HYPOXIDACEAE

ถิ่นกำเนิดว่านสากเหล็ก

ว่านสากเหล็กเป็นพรรณพืชที่มีถิ่นกำเนิดบริเวณประเทศพม่า ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่จะพบมากทางภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ บริเวณป่าดิบชื้น ป่าดงดิบหรือตามสวนป่าและสวนผลไม้ของภาคดังกล่าว

ประโยชน์และสรรพคุณว่านสากเหล็ก

  • ช่วยดับพิษร้อน
  • ช่วยถอนพิษไข้ 
  • ช่วยกระจายโลหิต
  • ช่วยฟอกโลหิต
  • ช่วยทำให้โลหิตไหลเวียนได้สะดวก
  • แก้ไอ
  • แก้เจ็บคอ
  • ช่วยแก้อาการปวดข้อ เคล็ดขัดยอก
  • แก้บวม
  • ช่วยรักษาฝีภายนอก
  • ช่วยแก้พิษงู
  • ช่วยแก้แมลงกัดต่อย
  • ช่วยบำรุงกำลัง
  • ช่วยรักษาอาการอักเสบของมดลูก มดลูกลอย
  • ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
  • ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น
  • แก้มดลูกพิการ
  • แก้เคล็ดขัดยอก
  • แก้อาการฟกช้ำ
  • แก้สิว ฝ้า จุดด่างดำบนใบหน้า
  • แก้ปวดท้อง
  • ช่วยขับปัสสาวะ

           นอกจากนี้ว่านสากเหล็กยังจัดอยู่ในตำรับยา "พิกัดเหล็กทั้งห้า" ซึ่งประกอบไปด้วยว่านสากเหล็ก แก่นขี้เหล็ก แก่นพญามือเหล็ก เถาวัลย์เหล็ก และสนิมเหล็ก ซึ่งมีสรรรพคุณเป็นยาแก้พิษโลหิตทั้งบุรุษและสตรี เป็นยาบำรุงกำลัง และแก้กษัยอีกด้วย
 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ว่านสากเหล็ก

ใช้ฟอกโลหิต แก้ไอ เจ็บคอ แก้ปวดข้อ ดับพิษร้อน ถานพิษไข้ โดยใช้ใบแห้ง 3-10 กรัม หรือใบสด 15-35 กรัมมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้มดลูกอักเสบ แก้มดลูกลอย แก้ปวดประจำเดือน ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ แก้มดลูกพิการ โดยใช้ รากมาหั่นบางๆ ตากแห้ง ดอกกับสุรารับประทาน แก้อาหารฟกช้ำ โดยใช้รากแห้ง นำมาบดให้เป็นผง ครั้งละ 10 กรัม นำมาชงกับน้ำอุ่นดื่ม ใช้แก้สิวฝ้าจุดด่างดำ โดยใช้รากมาฝนทาบริเวณใบหน้า แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะโดยนำ ดอก 100-150 กรัม  หรือราก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม วันละสามครั้ง หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น  ใช้รักษาฝีภายนอก แก้พิษแมลงกัดต่อย แก้อาการฟกช้ำ โดยใช้ต้นสดมาตำดอกบริเวณที่เป็น

ลักษณะทั่วไปของว่านสากเหล็ก

ว่านสากเหล็กจัดเป็นไม้ล้มลุก ลักษณะคล้ายพืชพวกปาล์ม มีความสูงของต้นเหนือดินประมาณ 30-40 เซนติเมตร โดยลำต้นเหนือดินจะมีลักษณะกลมชุ่มน้ำ และมีหัวคล้ายรากลักษระกลมรีรูปไข่แทงลึกลงไปในดินอีกประมาณ 10-30 เซนติเมตร ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับสากตำข้าว  ใบ ออกเรียงสลับติดกันที่โคนต้น ใบมีสีเขียวแผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปหอก พับเป็นร่องๆ ตามยาว คล้ายใบปาล์ม ปลายใบเรียวแหลมโคนใบสอบแคบ กว้างประมาณ 4 – 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30 – 40 เซนติเมตร มีก้านใบยาว 25 – 30 เซนติเมตร โคนแผ่กว้างหุ้มลำต้น ลักษณะดอก มี 6 กลีบ สีเหลือมีขนขึ้นปกคลุม โคนเชื่อมติดกัน ซึ่งดอกจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-2.5 เซนติเมตร มีใบประดับสีเขียว ยาว 1-6 เซนติเมตร  ดอกแทงออกมาจากใต้ดินโดยจะออกเป็นช่อรวมกันแน่นเป็นรูปทรงกระบอกปลายแหลม ยาว 5-7 เซนติเมตร กว้าง ประมาณ 4-5 เซนติเมตร ผลเป็นผลสดมีลักษณะกลมเมื่อผลอ่อนจะมีสีเหลืองอมเขียวอ่อน ส่วนผลแก่เป็นสีขาวถึงแดง โดยผลจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ส่วนที่ด้านขั้วป่องออกปลายเป็นจะงอย ผลมีรสหวานอมฝา

ว่านสากเหล็ก ว่านสากเหล็ก

การขยายพันธุ์ว่านสากเหล็ก

ว่านสากเหล็กสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกหน่อและเพาะเมล็ด แต่ส่วนมากแล้วจะนิยมการแยกหน่อมากกว่าการเพาะเมล็ด ซึ่งการนำว่านสากเหล็กมาปลูกต้องผสมวัสดุในถุงเพาะชำก่อน โดยการผสมดินกับปุ๋ยคอกและมะพร้าวสับแล้วจึงนำหน่อว่านสากเหล็กมาปลูก โดยการตัดแต่งใบออกบ้าง เมื่อปลูกแล้วนำไปไว้ในเรือนเพาะชำ รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ  เมื่อว่านสากเหล็กอายุได้ 3-4 เดือน ลำต้นและรากจะแข็งแรง จึงสามารถเอาลงปลูกได้ในหลุมที่เตรียมไว้แล้วกลมดินแล้วกดให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

           ทั้งนี้ว่านสากเหล็กเป็นพืชที่ไม่ชอบแดด ควรปลูกที่ร่มรำไรใต้ต้นไม้ และควรขุดหลุมที่จะทำการปลูกให้กว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักเว้นระยะระหว่างต้นประมาณ 30-40 เซนติเมตร

องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของว่านสากเหล็ก ระบุว่าพบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิดอาทิเช่น สารกลุ่ม Alkaloids ได้แก่ Tazettine,Lycorine, Crinamrine   สารกลุ่ม benzenoid ได้แก่ 2,6-dimethoxy benzoic acid  และสารกลุ่ม steroid ได้แก่ beta-sitosterol

 โครงสร้างว่านสากเหล็ก

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของว่านสากเหล็ก

มีรายงานผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของว่านสากเหล็กระบุไว้ว่า ใบและรากของว่านสากเหล็กมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระรวมถึงยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียกลุ่มก่อโรคทางผิวหนัง เช่น Candida albicans, Pseudomonas aeruginosa และ Stapphylococcus aureus ได้  โดยฤทธิ์ต้านอนุมูลิอิสระนั้น จากการศึกษาวิจัยพบว่าการสกัดสารสกัดหยาบด้วยน้ำอุณหภูมิห้องจากส่วนใต้ดิน (ราก และ เหง้า) ให้อัตราร้อยละของผลผลิตสูงสุด รองลงมาคือเอธานอลและสารสกัดหยาบด้วยเอธานอลจากส่วนเหนือดิน (ใบ และลำต้น) จากนั้นนำไปศึกษาฤทธิ์การต้านอนุมูนอิสระด้วยวิธี Frap และ DPPH พบว่าสารสกัดหยาบทั้งส่วนเหนือดินและใต้ดินมีฤทธิ์การต้านอิสระสูง โดยสารสกัดหยาบด้วยน้ำร้อนจากส่วนเหนือดิน ให้ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด 

           ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งระบุว่า สาร Tazettine ที่สกัดได้จากว่านสากเหล็กในปริมาณ 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มีฤทธิ์ในการกระตุ้นหัวใจ โดยทำให้มีการบีบตัวแรงขึ้น นอกจากนี้ว่านสากเหล็กยังมีฤทธิ์ทางเภสัชอื่นๆ อีกเช่น ฤทธิ์การต้านการอักเสบ ลดอาการเจ็บปวด บวม เป็นต้น

การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของว่านสากเหล็ก

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการนำว่านสากเหล็กมาใช้จะต้องมีกระบวนการนำไปกำจัดพิษออกก่อน จึงจะสามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้ ดังนั้นการเตรียม (ว่านสากเหล็ก) จึงควรเตรียมโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น อีกทั้งควรใช้สมุนไพรดังกล่าวก็ควรใช้อย่างระมัดระวังไม่ควรใช้ในขนาดที่มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันนานเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้

เอกสารอ้างอิง ว่านสากเหล็ก
  1. วิทยา บุญวรพัฒน์.  “ว่านสากเหล็ก”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 516.
  2. ว่านสากเหล็ก.คู่มือการกำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกสมุนไพรเพื่อใช้ในทางเภสัชกรรมไทย เล่ม .1 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.กันยายน2558.หน้า235-237
  3. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“ว่านสากเหล็ก”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.    หน้า 730-731.
  4. ว่านสากเหล็ก.กลุ่มยาขับประจำเดือน.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนาราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีฯ (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_26_7.htm