สับปะรด ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

สับปะรด

ชื่อสมุนไพร  สับปะรด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น มะขะหนัด , มะหนัด , บ่อหนัด (ภาคเหนือ) , ขนุนทอง , ย่านนัด , ย่านัด (ภาคใต้) , บักนัด (ภาคอีสาน) ลิงทอง (เพชรบูรณ์) , แนะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , แนะซะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) , หมากเก็ง (ไทยใหญ่) , ม้าเนื่อ (เขมร)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Ananas comosus (L.)  
ชื่อสามัญ   Pineapple
วงศ์   Bromeliaceae

ถิ่นกำเนิดสับปะรด

สับปะรดมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ทางตอนกลาง และตอนใต้ของบราซิลและตอนเหนือของปารากวัยและอาร์เจนตินาโดยชาวพื้นเมืองมักจะปลูกสับปะรดกันตามบริเวณชายฝั่งตะวันออกและตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกของอเมริกากลาง และหมู่เกาะต่างๆ ในแถบเวสท์อินดี้ส์ก่อนที่ชาวยุโรปจะเดินเรือไปยังซีกโลกตะวันตก

นักเดินเรือชาวสเปน ชื่อคริสสโตเฟอร์ โคลัมบัส นับเป็นชาวยุโรปที่เดินเรือไปพบสับปะรดเข้าเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี ค.ศ.1493 (พ.ศ.2036) ที่หมู่บ้านชาวพื้นเมือง และหลังจากรับประทานผลสับปะรดแล้วได้ตั้งชื่อเกาะนั้นว่ากัวเดอลูป (Guadaloupe) ต่อมานักเดินเรือชาวสเปนและโปรตุเกสจึงเป็นผู้เผยแพร่พันธุ์สับปะรดไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก 

สำหรับในประเทศไทยมีรายงานว่า พบสับปะรดครั้งแรกราว พ.ศ.2223-243 ซึ่งตรงกับสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงมีการสันนิษฐานว่าชาวโปรตุเกส ซึ่งเข้ามาติดต่อกับประเทศไทยเป็นผู้นำสับปะรดเข้ามาและสับปะรดยุคนั้นน่าจะเป็นพันธุ์อินทรซิต หรือสับปะรดกลุ่มสแปนนิช (Spanish)

ลักษณะทั่วไปสับปะรด

สับปะรดเป็นไม้ล้มลุก สูง 50 - 125 ซม. ลำต้นใต้ดิน ปล้องสั้น ไม่แตกกิ่งก้านมีแต่กาบใบห่อหุ้มลำต้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนถี่ ไม่มีก้านใบ ใบเรียวยาว โคนใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ใบเดี่ยวเกิดจากรากเรียงเวียนเป็นกระจุก รูปแถบ กว้าง 1.5 - 6 ซม. ยาว 50 - 150 ซม. ขอบใบโค้งขึ้นมีหนามแหลม เนื้อใบหนา แข็ง มีเส้นใย ท้องใบมีเกล็ดสีขาว ดอกช่อเชิงลดออกที่ปลายยอด ใบประดับสีแดง เหลืองหรือเขียว กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันปลายแยกเป็นแฉก รูปไข่แกมสามเหลี่ยม กลีบดอกรูปแถบแกมขอบขนาน ปลายแหลม โคนกลีบสีขาว ปลายกลีบสีม่วงหรือแกมชมพู ยาว 16 - 26 มม. เป็นผลรวมรูปรี โคนกว้าง ปลายสอบ มีใบสั้นเป็นกระจุกที่ปลายผล เรียกว่าตะเกียง ผลจะเป็นชนิดผลรวมอัดกันแน่นอยู่บนแกนกลาง และต่อเลยเป็นก้านของผลซึ่งกลมและใหญ่ เนื้อของผลรวมเมื่อสุกมีรสหวาน หรือหวานอมเปรี้ยว มีน้ำมาก ผลส่วนมากมักมีสีเขียวเมื่อยังไม่สุก หรือสีน้ำตาลแดง และเมื่อสุกสีจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียว บางพันธุ์เหลืองอมส้ม

การขยายพันธุ์สับปะรด 

ในปัจจุบันการขยายพันธุ์สับปะรดนิยมทำ 2 วิธี คือ การปลูกด้วยหน่อ และการปลูกด้วยจุก โดยมีวิธีการดังนี้

            การปลูกด้วยหน่อ คัดเลือดหน่อให้มีขนาดเท่าๆกันในแต่ละแปลง และไม่ควรใช้หน่อที่หักจากต้นไว้ นานเกินไป แล้วขุดหลุมกว้างพอประมาณเป็นลักษณะแถวคู่ โดยมีระยะห่างระหว่างต้นxระหว่างแถวxระหว่างแถวคู่ ประมาณ 30x60x90 เซนติเมตร แล้วนำหน่อพันธุ์ที่ชุบจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มาแล้วลงปลูก กลบดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ

            การปลูกด้วยจุก คัดเลือกจุกที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 180 กรัมขึ้นไป และให้มีขนาดเท่าๆกัน แล้วนำไปชุบด้วยจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันโรคราเน่า โดยให้ปลูกในลักษณะแถวคู่ให้มีระยะห่าง 30x30x90 เซนติเมตรส่วนสับปะรดที่นิยมปลูกในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 3 กลุ่มคือ Cayenne (พันธุ์ปัตตาเวียหรือที่เรียกว่าสับปะรดศรีราชา และพันธุ์นางแล), Queen (พันธุ์ภูเก็ต), และ Spanish (พันธุ์อินทรชิตและพันธุ์ขาว)สำหรับแหล่งปลูกที่สำคัญ ๆ ในไทยมักจะอยู่ใกล้ ๆ ทะเล เช่น ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี หรืออุตรดิตถ์ ลำปาง พิษณุโลก เป็นต้น 

องค์ประกอบทางเคมี

ในสับปะรดมีสารออกฤทธิ์สำคัญๆ คือสารในกลุ่ม phytoestrogens, isoflavones, lignans, phenolics โดยสามารถแยกตามส่วนต่างๆ ดังนี้

  • เหง้า มี Protein
  • ลำต้น มี Bromelain, Peroxidase, Amylase, Proteinase (มีรายงานว่าในส่วนลำต้นที่มีอายุ 3 ปี จะมีเอนไซม์ Bromelain มากที่สุด)
  • ใบ มี Hemicellulose, Bromelain, Campestanol
  • ผล มี Acetaldehyde, Ethyl acetate, Acetone
  • น้ำมันหอมระเหย มี Isobutanol

นอกจากนี้ยังพบ Citric acid , Malic acid , Ascobic acid , 1-glutamic acid  และ flavonoids รวมอยู่ด้วย ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของสับปะรด ประกอบไปด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของสับปะรด (100 กรัม)

o   พลังงาน  50  กิโลแคลลอรี

o   น้ำ 86 กรัม

o   โปรตีน 0.54 กรัม

o   ไขมันรวม 0.12 กรัม

o   คาร์โบไฮเดรต 13.12 กรัม

o   ไฟเบอร์ 1.4 กรัม

o   น้ำตาล 9.85 กรัม

o   แคลเซียม 13 มิลลิกรัม

o   ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม

o   แมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม

o   ฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม

o   โพแทสเซียม 109 มิลลิกรัม

o   โซเดียม 1 มิลลิกรัม

o   สังกะสี 0.12 มิลลิกรัม

o   วิตามินเอ 58 IU

o   วิตามินบี  1  0.079 มิลลิกรัม

o   วิตามินบี  2  0.032 มิลลิกรัม

o   วิตามินบี  3  0.5 มิลลิกรัม

o   วิตามินบี  4  0.231 มิลลิกรัม

o   วิตามินบี 6 0.112 มิลลิกรัม

o   วิตามินซี 47.8 มิลลิกรัม

o   โฟเลต 18 µg

o   โคลีน 5.5 มิลลิกรัม                                                                                                                    ที่มา : Wikipedia

o   แบงกานีส 0.927 มิลลิกรัม

สรรพคุณสับปะรด

สับปะรดใช้รับประทานเป็นผลไม้ที่เมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสบายท้อง ไม่รู้สึกอึดอัด หรือนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงสับปะรด ผัดเปรี้ยวหวาน เป็นต้น  หรือจะนำมาใช้แปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง ทำเป็นสับปะรดกวน ไวน์สับปะรด แยมสับปะรด สับปะรดอบแห้ง น้ำผลไม้รวม น้ำสับปะรด น้ำส้มสายชู หรือใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ก็ได้  ส่วนสรรพคุณทางยาของสับปะรดนั้นตามตำรายาไทยระบุว่า  ผลของสับปะรดมีสรรพคุณในการขับเหงื่อ ห้ามเลือด แก้ทางปัสสาวะ ขับพยาธิ ฆ่าพยาธิ แก้โลหิตระดู บำรุงโลหิต แก้นิ่ว แก้ระดูขาว เป็นยาระบาย แก้หนองใน ทำให้แท้ง ช่วยย่อยอาหาร แก้ปัสสาวะพิการ (ปัสสาวะขัด) ขับปัสสาวะ กัดเสมหะในลำคอ แก้เสมหะเหนียว ขับเสมหะ แก้ไอ ระงับการอักเสบและบวม ทำให้แผลหายเร็ว ส่วนอีกตำราหนึ่งระบุว่า ราก ใช้แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ แก้กระษัย ทำให้ไตมีสุขภาพดี แก้หนองใน แก้มุตกิดระดูขาว แก้ขัดข้อ  หนาม ใช้แก้พิษฝีต่างๆ แก้ไข้ ลดความร้อน ไข้พา ไข้กาฬ   ใบสด  ใช้เป็นยาถ่าย ฆ่าพยาธิในท้อง ยาขับปัสสาวะ แก้กระษัย  ผลดิบ  ใช้ห้ามโลหิต แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ฆ่าพยาธิ และขับระดู  ผลสุก  ใช้ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และบำรุงกำลัง ช่วยย่อยอาหาร แก้หนองใน มุตกิด กัดเสมหะในลำคอ  ไส้กลางสับปะรด  ใช้แก้ขัดเบา  เปลือก  ใช้ขับปัสสาวะ แก้กระษัย ทำให้ไตมีสุขภาพดี  จุก ใช้ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้หนองใน มุตกิดระดูขาว  แขนง  ใช้แก้โรคนิ่ว   ยอดอ่อนสับปะรด  ใช้แก้นิ่ว

      นอกจากนี้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังระบุว่า ในสับปะรด มีสาระสำคัญ คือ เอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain)   มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา ลดสาเหตุการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ป้องกันการเกิดนิ่ว ลดอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ หลังจากออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนัก ๆ 
ป้องกันการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต่อต้านโรคมะเร็ง
กระตุ้นฮอร์โมนเพศชาย ช่วยเพิ่มระดับเทสโทสเตอโรน   ช่วยบรรเทาโรคเกาต์

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้ 

สำหรับการบริโภคสับปะรดที่เหมาะสมต่อวัน คือ เนื้อสับปะรด 2 ชิ้น ซึ่งจะมีวิตามินซีอยู่ประมาณ 100 มิลลิกรัม สับปะรดที่ถูกแปรรูปแล้ว และอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น น้ำสับปะรด ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมักมีสารโบรมีเลนอยู่ประมาณ 500 มิลลิกรัม 

สำหรับการใช้สารโบรมีเลนที่เป็นสารสกัดจากสับปะรดเพื่อผลทางการรักษา ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาปริมาณตามความเหมาะสม (โดยปริมาณทั่วไปอยู่ที่ครั้งละ 40 มิลลิกรัม 3-4 ครั้ง/วัน)  ส่วนในขนาดการใช้ตามตำราสมุนไพรคือ แก้อาการขัดเบา ช่วยขับปัสสาวะ ใช้เหง้าสดหรือแห้งวันละ 1 กำมือ (สดหนัก 200-250 กรัม แห้งหนัก 90-100 กรัม) ต้มกับน้ำดื่ม ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร) วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร บรรเทาอาการปวดของโรคเกาต์ โดยทานสับปะรด 1/4 ผล (ขนาดเล็ก) วันละ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร 1 ชั่วโมงครึ่ง

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่าน้ำคั้นจากสับปะรดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอย่างอ่อน มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ และยับยั้งการเกิดมะเร็ง เอนไซม์บรอมมีเลนมีฤทธิ์ย่อยโปรตีน ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ต้านมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ช่วยย่อยอาหาร และมีฤทธิ์ลดอาการบวมและการอักเสบ การทดสอบทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่าโดยให้ผู้ป่วยรับประทานยาเม็ดที่มีเอนไซม์บรอมมีเลนขนาด 200 และ 400 มก./วัน พบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง

การศึกษาทางพิษวิทยา 

มีรายงานว่าการบริโภคสับปะรดมากเกินไปสามารถทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ และสารสกัดน้ำจากส่วนเหง้าของสับปะรดอาจมีพิษต่อไต และทำให้ระดับเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น แต่สำหรับในแกนหรือไส้ของสับปะรดยังไม่มีรายงานความเป็นพิษต่อไตและตับ

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. การรับประทานสับปะรดหลังมื้ออาหารจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ซึ่งการรับประทานสับปะรดอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองเล็กน้อยภายในปาก ริมฝีปาก และลิ้นได้
  2. ไม่ควรทานสับปะรดตอนท้องว่าง เพราะเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์มาก มีรสเปรี้ยว ทานแล้วอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร 
  3. โดยทั่วไป การบริโภคสับปะรดจะปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่พอดี 
  4. สำหรับผู้ที่แพ้พืชในตระกูลเดียวกับสับปะรดควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน
  5.  สารโบรมีเลนในสับปะรดมีความเป็นพิษต่ำมาก แต่อย่างไรก็ตาม สารนี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการบริโภคได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ประจำเดือนมามากกว่าปกติ หรืออาจมีผดผื่นคันตามผิวหนัง

เอกสารอ้างอิง

  1. ภก.กฤติยา ไชยนอก.สับปะรด ผลไม้รักษาโรค.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  2. นันทวัน บุณยะประภัทศร, บรรณาธิการ. สมุนไพรไม้พื้นบ้าน 4. กรุงเทพฯ: บริษัทประชาชนจำกัด, 2543: 740 หน้า.
  3. อรัญญา ศรีบุศราคัม. สับปะรด. จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2544;18(4):3-7.
  4. สับปะรด.กลุ่มบาขับปัสสาวะ สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.repg.or.th/plant_data/herbs_12_5.htm
  5. กฤติยาไชยนอก. น้ำผักผลไม้เพื่อสุขภาพ. จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2554;28(4):9-20.
  6. คุณประโยชน์ของแกนสับปะรด.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.medplant.mahidol.ac.th/user/reply.asp?id=5751
  7. สับปะรด ผลไม้มากคุณประโยชน์.พบแพทย์ดอทคอม (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.pobpad.com
  1. Backer CA, Brink RCB. Flora of Java Vol. III. Groningen: N.V. Wolters-Norrdhoff, 1968:761pp.
  2. The Thailand research fund (TRF). Durian. Proceeding of “Thai fruits-functional fruits” THAIFEX World of Food Asia 2010; 2010 July 1-2; Bangkok, Thailand. Bangkok: Square Print’93 co.,ltd;2010.