มะเดื่อฝรั่ง ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

มะเดื่อฝรั่ง

ชื่อสมุนไพร มะเดื่อฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น มะเดื่อญี่ปุ่น,ลูกฟิก(ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Ficus carica L.
ชื่อสามัญ Fig ,Common fig 
วงศ์  MORACEAE



ถิ่นกำเนิดมะเดื่อฝรั่ง

เป็นพืชพื้นเมืองในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันตกและแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในยุโรปรวมถึงในแอฟริกาเหนือ โดยจัดเป็นพืชในวงศ์เดียวกันกับขนุน และจัดอยู่ในสกุลเดียวกับมะเดื่อไทย ต้นโพธิ์ และต้นไทร ต่อมามีการแพร่กระจายในประเทศเขตร้อนในทุกทวีป แต่พบมากในยุโรปและเอเชีย เช่น ตุรกี , กรีช , ออสเตรเลีย , ญี่ปุ่น , รวมถึงในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น สำหรับในประเทศไทย ได้มีการนำมะเดื่อฝรั่งมาทดลองปลูกครั้งแรกที่ดอยอ่างขางเมื่อ พ.ศ.2524 โดยมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นต่อมาจึงได้ขยายพื้นที่การปลูกไปในภาคอื่นๆ จนในปัจจุบันสามารถปลูกและให้ผลผลิตได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยสามารถปลูกในสภาพพื้นที่ราบและมีอากาศร้อนก็ได้


ประโยชน์และสรรพคุณมะเดื่อฝรั่ง

ผลมะเดื่อฝรั่งมีขนาดใหญ่ เนื้อผลมีรสหวานอมเปรี้ยว นิยมใช้รับประทานเป็นผลไม้สด หรือนำมาปั่นเป็นน้ำผลไม้ดื่ม 

ซึ่งมะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงโรคตับ เพราะเป็นผลไม้ที่มีคอลเลสเตอรอลและไขมันน้อยมาก จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยลดปริมาณการใช้อินซูลินในผู้ป่วยเบาหวานได้ และนอกจากจะใช้รับประทานเป็นผลไม้สดแล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูปหรือใช้ทำขนมต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น พาย แยม มะเดื่ออบแห้ง ผลไม้กวน พุดดิง เค้ก ไอศกรีม ใช้ผสมในชาไข่มุก ใส่ขนมแทนลูกเกด ผลแห้งนำไปคั่วแล้วนำมาป่นใช้แทนกาแฟ เป็นต้น

ส่วนในการใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ก็สามารถทำได้ เช่น ยางจากลำต้นใช้ทำผลิตภัณฑ์ยาง และใช้สำหรับย้อมผ้า และทำเทียน เปลือกมะเดื่อฝรั่ง ใช้สำหรับทำกระดาษ อาทิ ในเม็กซิโกใช้เปลือกมะเดื่อ Ficus สำหรับทำกระดาษอะเมาท์ (amalt) หรือใช้ทำผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่มหรือของใช้ 

ส่วนสรรพคุณทางยาของมะเดื่อฝรั่งนั้น มีสรรพคุณแผนโบราณเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยในเรื่องการขับถ่าย ช่วยฟอกตับและม้ามแก้กามโรค แก้เบาหวาน แก้อาการท้องร่วง ใช้เป็นยาแก้ไอ ช่วยขับเสมหะ ใช้เป็นยาถ่าย แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้เป็นยาระบาย ผลใช้ทาแก้อาการฟกช้ำ ใช้ล้างบาดแผล ใช้ทารักษาแผล ช่วยสมานแผล ช่วยรักษาฝี เปลือกและลำต้น แก้ปวดท้อง แก้บิด แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ช่วยห้ามเลือด ใบมะเดื่อช่วยบำรุงน้ำดี ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ระบุว่ามีผลการศึกษาวิจัยในมะเดื่อฝรั่งที่ระบุสรรพคุณว่า ช่วยต้านโรคมะเร็ง รักษาโรคเบาหวาน ต้านโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยป้องกันเซลล์ประสาทเสื่อม ส่งเสริมการซ่อมแซมเซลล์ประสาท กระตุ้นความทรงจำ ต้านโรคอัลไซเมอร์ ช่วยป้องกันหลอดเลือดแดงแข็ง ต้านการอักเสบ ช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกาย กระตุ้นการขับถ่าย ช่วยให้ความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกายเกิดการสมดุล ช่วยป้องกันโรคนิ่ว ช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งในลำไส้


ลักษณะทั่วไปมะเดื่อฝรั่ง

มะเดื่อฝรั่งจัดเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลางมีอายุนานหลายปี ลำต้นแตกกิ่งมากเป็นทรงพุ่มแผ่กว้าง ลำต้นสูงประมาณ 3-10 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอมน้ำตาล และมียางสีขาว โดยมะเดื่อฝรั่งจัดเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่นิยมใช้เนื้อไม้ในการก่อสร้างหรือแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์

ใบแตกใบออกเดี่ยว เรียงสลับกันตามปลายกิ่ง มีความกว้าง 20-25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา และค่อนข้างแข็ง โดยแผ่นใบขรุขระสากมือ แผ่นใบด้านล่างมีขนปกคลุม ส่วนขอบใบหยักลึก 3-7 หยัก ส่วนของก้านใบมีสีเหลืองอมเขียว

มีดอกขนาดเล็ก ออกตามข้อบริเวณซอกใบ ประกอบไปด้วยดอกตัวเมียที่มีก้านเกสรยาวและดอกตัวเมียที่มีก้านเกสรสั้น และดอกตัวผู้

มะเดื่อฝรั่งมีดอกคล้ายผล ที่ทำให้มองเห็นเป็นดอกเดี่ยว แต่แท้จริงคือดอกรวมที่เจริญจากส่วนของก้านช่อดอกบริเวณฐานรองดอกพัฒนามาหุ้มดอกไว้

ผลมีรูปทรงและขนาดที่แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ บางสายพันธุ์อาจเป็นรูปทรงกลม ทรงระฆัง หรือผลกลวงโบ๋ ซึ่งเนื้อผลมีรสหวานอมเปรี้ยว ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็ก ที่มีลักษณะแบน แข็ง เป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อนจำนวนมากมาย ซึ่งเป็นเมล็ดที่มีผนังชั้นในของผลห่อหุ้มอยู่


การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่ง

            มะเดื่อฝรั่ง สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งจากการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ หรือจากการเสียบยอด และพันธุ์ของมะเดื่อฝรั่งที่นิยมปลูกในบ้านเรามักจะเป็นพันธุ์ญี่ปุ่นพันธุ์บราวน์ตุรกี, พันธุ์ออสเตรเลียเพราะเป็นพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี ส่วนวิธีที่นิยมขยายพันธุ์ในปัจจุบันได้แก่วิธีการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง เมื่อกิ่งมีรากที่เจริญเต็มที่แล้วจึงค่อยย้ายลงไปปลูกในกระถางขนาด 5 นิ้ว ผสมดินปลูกด้วยกาบมะพร้าวและขุยมะพร้าวก่อนนำกิ่งพันธุ์ลงปลูก รดน้ำพอชุ่มเช้า-เย็น อย่างสม่ำเสมอทุกวัน รอจนกว่ารากขยายออกจนทั่วกระถางจึงค่อยย้ายไปปลูกในบ่อปูนขนาด 80 ซม. ก่อนย้ายปลูกควรใส่วัสดุปลูกที่เป็นกาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว และปุ๋ยคอก ผสมคลุกเคล้ากับดินให้เข้ากันดีเสียก่อนเช่นกัน ซึ่งการปลูกในบ่อ หรือกระถาง จะทำให้ง่ายต่อการดูแลบำรุงรักษา

            ทั่งนี้ควรตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มอยู่เสมอเพื่อไม่ให้มีลำต้นที่สูงเกินไป หลังจากทำการตัดแต่งกิ่งได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ มะเดื่อฝรั่งจะมีการติดผล และใช้เวลาต่อไปอีกราว 2 -3 เดือน ก็สามารถทยอยให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวต่อไปได้นานหลายเดือน 


องค์ประกอบทางเคมี

ในส่วนต่างๆของมะเดื่อฝรั่งพบสาร  Quercetin, Rutin , Kaempferol ,Catechin , Gallic acid, Syringic acid , Ellagic acid , Chlorogenic acid  นอกจากนี้ยังพบสาร Luteolin-8- C-glucoside ,Cyanidin-3-glucoside , Cyanidin 3,5-diglucoside , Pelargonidin 3-O-glucoside , Peonidin 3-O-rutinoside และสำหรับคุณค่าทางโภชนาการนั้น ในผลมะเดื่อยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด เป็น ที่ มีคุณค่าทางอาหารสูงอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลกอีกด้วย  ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของมะเดื่อฝรั่งอบแห้ง ต่อ (100 กรัม)

-          พลังงาน 249 กิโลแคลอรี

-          คาร์โบไฮเดรต 63.87 กรัม

-          น้ำตาล 47.92 กรัม

-          เส้นใย 9.8 กรัม

-          ไขมัน 0.93 กรัม

-          โปรตีน 3.3 กรัม

-          วิตามินบี 1 0.085 มิลลิกรัม

-          วิตามินบี 2 0.082 มิลลิกรัม

-          วิตามินบี 3 0.619 มิลลิกรัม

-          วิตามินบี 5 0.434 มิลลิกรัม

-          วิตามินบี 6 0.106 มิลลิกรัม

-          วิตามินบี 9 9 ไมโครกรัม

-          โคลีน 15.8 มิลลิกรัม

-          วิตามินซี 1.2 มิลลิกรัม

-          วิตามินเค 15.6 ไมโครกรัม

-          ธาตุแคลเซียม 162 มิลลิกรัม

-          ธาตุเหล็ก 2.03 มิลลิกรัม

-          ธาตุแมกนีเซียม 68 มิลลิกรัม

-          ธาตุแมงกานีส 0.51 มิลลิกรัม

-          ธาตุฟอสฟอรัส 67 มิลลิกรัม

-          ธาตุโพแทสเซียม 680 มิลลิกรัม                                      

-          ธาตุโซเดียม 10 มิลลิกรัม

-          ธาตุสังกะสี 0.55 มิลลิกรัม

รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของมะเดื่อฝรั่ง


 ที่มา : Wikipedia

 

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

มะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารสูง จึงนิยมนำผลสุกมารับประทานสดๆ เพื่อจึงช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยในการขับถ่ายและกำจัดของเสียออกจากร่างกาย และยังช่วยป้องกันอาการท้องผูก

นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้ประโยชน์ตามตำรายาไทยดังนี้

-          ช่วยบำรุงน้ำดี โดยใช้ใบแห้งบดละเอียดนำมาผสมกับน้ำผึ้งรับประทาน

-          เปลือกและลำต้น ใช้ต้มน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการปวดท้อง แก้อาการโรคบิด แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย


การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาวิจัยพบว่า ในผลมะเดื่อฝรั่งประกอบไปด้วยสารต่างๆที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ เช่น สารโพลิฟินอล (Polyphenols) ฟลาโวนอยล์

ฤทธิ์รักษาหูดจากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการรักษาหูดโดยการจี้ด้วยความเย็นกับการใช้ยางของมะเดื่อฝรั่งทาบริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าการรักษาหูดด้วยยางของมะเดื่อฝรั่งส่งผลดีในหลายด้าน ทั้งช่วยลดระยะเวลาในการรักษา ใช้งานง่าย ไม่พบผลข้างเคียง และมีอัตราการเกิดหูดซ้ำต่ำ

ฤทธิ์ต่อผิวหนัง  มีการศึกษาหนึ่งชี้ว่า ครีมที่มีส่วนผสมของมะเดื่อฝรั่งส่งผลต่อผิวหนังหลายด้าน เช่น ลดเม็ดสีและรอยแดง เพิ่มความชุ่มชื้น ปรับสมดุลไขมันใต้ผิวหนัง และมีประสิทธิภาพช่วยต่อต้านริ้วรอย กระ สิว และจุดด่างดำได้

ฤทธิ์อื่นๆ มีรายงานว่าในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้นำเอนไซม์ฟิซินในรูปของยางมะเดื่อฝรั่งไปใช้เป็นยาขับหนอนพยาธิแทนการใช้ตัวยาสังเคราะห์ทางด้านเภสัชกรรมพบว่า เอนไซม์ฟิซินช่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของยาช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือดได้ 


การศึกษาทางพิษวิทยา  
ไม่มีข้อมูล


ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเฝ้าระวังและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ เนื่องจากการรับประทานมะเดื่อฝรั่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำเกินมาตรฐานได้
  2. มะเดื่อฝรั่งมีวิตามินเคสูง ซึ่งเป็นวิตามิน ช่วยให้เลือดแข็งตัว ดังนั้น ผู้ที่กำลังใช้ยารักษาที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (warfarin) ควรระมัดระวังในการบริโภค
  3. มะเดื่อฝรั่งช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย หากรับประทานในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ท้องเสียได้
  4. การบริโภคมะเดื่อฝรั่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรืออาจมีปฏิกิริยากับยาบางตัวได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการบริโภค
  5. ผู้ที่แพ้ผลไม้ในวงศ์ขนุน (Moraceae) เช่น ขนุน หรือน้อยหน่า อาจเกิดการแพ้มะเดื่อฝรั่งได้ เพราะพืชเหล่านี้อยู่ในวงศ์เดียวกัน

 


เอกสารอ้างอิง

  1. ธิดารัตน์  จันทร์ดอน.ผลไม้เพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมิดล.
  2. นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์วิวัฒน์. มะเดื่อฝรั่ง ใน ผลไม้ 111 ชนิด: คุณค่าอาหารและการกิน. กทม. แสงแดด. 2550 หน้า149
  3. Mawa S, Husain K, Jantan I. Ficus carica L. (Moraceae): phytochemistry, traditional uses and biological activities. Evid-Based Compl Alt 2013;2013:974256.
  4. The Fig: its History, Culture, and Curing, Gustavus A. Eisen, Washington, Govt. print. off., 1901
  5. Barolo MI, Ruiz Mostacero N, López SN. Ficus carica L. (Moraceae): an ancient source of food and health. Food Chem 2014;164:119-27.
  6. Badgujar SB, Patel VV, Bandivdekar AH, Mahajan RT. Traditional uses, phytochemistry and pharmacology of Ficus carica: a review. Pharm Biol 2014;52(11):1487-503.
  7. มะเดื่อฝรั่งมีผลดีต่อสุขภาพจริงหรือ.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.pobpad.com
  8. มะเดื่อ/มะเดื่อฝรั่ง(Fig)สรรพคุณและการปลูกมะเดื่อฝรั่ง.พืชเกษตรดอทคอมเว็บพืชเกษตรไทย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.puechkaset.com