ข้าวสาลี ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ข้าวสาลี งานวิจัยและสรรพคุณ 11 ข้อ

ชื่อสมุนไพร ข้าวสาลี

ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  วีท,วีทกราส,สาลี(ทั่วไป)

ชื่อวิทยาศาสตร์Triticum aestivum Linn.

ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Triticum vulgare Vill.

ชื่อสามัญWheat, Common wheat , Bead wheat

วงศ์ POACEAE-GRAMINEAE

ถิ่นกำเนิด ข้าวสาลีจัดเป็นพืชในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันตก โดยมีการสันนิษฐานกันว่า น่าจะอยู่ในราว 21000 ปี ก่อนคริตกาล โดยในระยะแรกนั้นจะเป็นพันธุ์ข้าวสาลีป่า ต่อมาจึงมีการกระจายพันธุ์และเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์จนเป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และได้มีการแพร่กระจายพันธุ์รวมถึงมีการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยพบว่ามีการปลูกเล็กน้อย ในบริเวณพื้นที่สูงทางภาคเหนือ

ประโยชน์/สรรพคุณ เมล็ดข้าวสาลี นำมาใช้เป็นอาหารของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลแล้ว ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยมีวิตามิน และแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายชนิด จึงมีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด ได้แก่ แป้งสาลี ขนมปัง ขนมเค้ก ขนมอบ พาสต้า สปาเกตตี้ มักกะโรนี คุ้กกี้ แครกเกอร์ เค้ก โดนัท พาย บะหมี่ ฯลฯ และยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกาว แอลกอฮอล์ และกลูเตนอีกด้วย และในปัจจุบันได้มีการนำข้าวสาลีมาเพาะให้งอกแล้วนำมาแปรรูปทำเป็นนำคั้นต้นข้าวสาลีอ่อนและมอลต์ข้าวสาลี ในการนำมาบริโภคอีกรูปแบบหนึ่ง รวมถึงจมูกข้าวสาลีและรำข้าวสาลี ก็มีการนำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ อีกหลายรูปแบบอีกด้วย ส่วนประโยชน์ในด้านอื่น ก็มีการนำมาใช้ทำแบะแซ ทำโปรตีนพืชที่ใช้ทำอาหารเจต่างๆ นอกจากนี้ฟางที่เหลือจากการนำเมล็ดข้าวสาลีออกไปแล้วก็มีการนำมาเลี้ยงสัตว์กันหญ้า เช่น วัว ควาย หรือนำมาใช้ มุงหลังคา ทำเชื้อเพลิง กระดานอัด ตลอดจนการนำไปใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ด เป็นต้น 

            สำหรับสรรพคุณทางยาของข้าวสาลีนั้น ตามตำรายาสมุนไพรจีนได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า เมล็ดช่วยให้นอนหลับ ช่วยบำรุงเส้นประสาท ช่วยบำรุงหัวใจ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยป้องกันโรคเบาหวานลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดไขมันในเลือดลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด อีกทั้งในทางการแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้มีการระบุถึงสรรพคุณของข้าวสาลีว่า ข้าวสาลีมีเส้นใยอาหารที่ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก (Prebiotic) เช่น ฟรุกแทน (Fructan) และอะราบิโนไซเลน (Arabinoxylan) ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ สามารถช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในลำไส้ และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และในข้าวสาลียังมีไฟเบอร์และโพแทสเซียมที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสียหายของหลอดเลือดที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด และยังสามารถเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงให้แต่ร่างกาย เพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิน เพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ และช่วยบรรเทาอาการของโรคลำไส้อักเสบได้อีกด้วย 

            นอกจากนี้ข้าวสาลีเป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32.76 ของน้ำหนักแห้ง และยังมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อะไมเลส ประมาณ 25-70 เปอร์เซ็นต์ และน้ำตาลทั้งโมเลกุลเดี่ยวและคู่อยู่เป็นจำนวนมาก ในข้าวสาลียังมีส่วนของวิตามินต่างๆ มากมาย ได้แก่ ไทมีน ไรโบฟลาวิน ไนอะซิน วิตามินบี 6 วิตามินอี โฟเลต และวิตามินเค ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 6.67,2.94,9.10,7.50,0.25,8.19 และ 1.14 ของน้ำหนักแห้ง ตามลำดับ

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้ ใช้บำรุงระบบประสาท บำรุงหัวใจ โดยในการนอนหลับ ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยขยายหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ป้องกันโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ลดระดับคอเรสเตอรอลในเลือด โดยนำรำอ่อนข้าวสาลีมาชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนอาหารเช้า เย็น หรือนำเมล็ดมาใช้ปรุงเป็นอาหารหรือแปรรูปเป็นอาหารในรูปแบบ ธัญพืชก็ได้

            นอกจากนี้น้ำวีทกราส (Wheat grass juice) หรือ น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีที่อุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารมีสูตรโครงสร้างใกล้เคียงกับฮีม (heme) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงยังสามารถช่วยเพิ่มเกล็ดเลือดฮีโมโกลบิน และเสริมภูมิต้านทานได้ดี

ลักษณะทั่วไป ข้าวสาลีจัดเป็นไม้ล้มลุก อายุ 1 ปี มักแตกขึ้นเป็นกอแน่น มีความสูงของต้น 40-150 เซนติเมตร ลำต้นเรียบ มีข้อปล้องประมาณ 4-7 ปล้อง โดยจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจากโรคไปสู่ปลาย ส่วนระบบรากข้าวสาลีไม่มีรากแก้ว มีแต่ระบบรากฝอย รากของข้าวสาลีนี้ แบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ รากดั้งเดิมที่ถือกำเนิดจากเนื้อเยื่อ เรียกว่า รากจากเมล็ด และรากจากข้อ ซึ่งถือเกิดจากข้อ ที่เป็น่วนโคนของลำต้น อยู่ใต้ผิวดินประมาณ 1 นิ้ว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ โดยใน 1 ต้นจะมีใบประมาณ 7-9 ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปแถบผอมยาว เป็นสีเขียวมีขนาดกว้าง 1-3 เซนติเมตร ยาว 15-40 เซนติเมตร ปลายใบแหลมของใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงหรือมีขน หูใบบางและมีขนอ่อนๆ ขึ้นปกคลุม  ดอกออกเป็นช่อเป็นแบบช่อเชิงลด โดยจะดอกเรียงเป็นสองแถว แกนกลางช่อยาว 5-15 เซนติเมตรหยักไปมา และมีช่อดอกย่อย ซ้อนทับกันเป็นแถวด้านข้างของแกนช่อดอก ซึ่งจะประกอบไปด้วยดอกย่อย 3-9 ดอก ต่อ 1 ช่อ ดอกย่อยเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ และจะมีรูปร่าง ขนาด รวมถึงความเป็นช่อดอกแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ และบริเวณตรงปลายกาบช่อย่อยจะเป็นสัน 1 สัน  ซึ่งเกิดจากเส้นใบยื่นเป็นปีกแหลม ส่วนกาบล่างมีรยางค์แข็ง  ผลเป็นรูปไข่หรือรูปกระสวย มีร่อง 1 ร่องตามยาว ผลมีสีน้ำตาลแดง เหลือง ขาว หรือมีสีปนกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยส่วนที่นิยมนำมารับประทานจะมีอยู่ 4 ส่วน ได้แก่ เมล็ดข้าวสาลี (wheat kernel) รำข้าวสาลี (wheat bran) จมูกข้าวสาลี (wheat germ) และต้นอ่อนข้าวสาลี (wheatgrass) 

การขยายพันธุ์ ข้าวสาลีสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดโดยมีวิธีการ คือ เริ่มจากการคัดเลือกพันธุ์โดยจะต้องเลือกพันธุ์ข้าวสาลีให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งพันธุ์ข้าวสาลีที่เหมาะสำหรับปลูกในประเทศไทย ก็มีหลากหลายพันธุ์ เช่น สะเมิง 1 (เหมาะสำหรับปลูกในภาคเหนือตอนบน) สะเมิง 2 (เหมาะสำหรับปลูกในสภาพไร่อาศัยน้ำฝนและปลูกหลังนาปี) ฝาก 60 (เหมาะสำหรับปลูกในที่ร้อนและแห้งแล้ง ทั้งในสภาพไร่อาศัยน้ำฝน และสภาพนาชลประทาน) แพร่ 60 (เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทานที่เป็นสภาพนาดินปนทราย ภูมิอากาศค่อนข้างหนาวในภาคเหนือ) และอินทรี 1 (เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทานทั่วไป) จากนั้นก็เริ่มเตรียมโดยข้าวสาลีจะสามารถขึ้นได้ในดินร่วนเหนียวถึงร่วนทราย ที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ตั้งแต่ 5.5-8.5 ส่วนการเตรียมดินควรไถดะ 1 ครั้ง หลังจากนั้น 1-2 สัปดาห์ ก็ไถแปรหรือไถพรวน เพื่อให้ดินแตกย่อย แล้วปรับพื้นที่ให้เรียบ ต่อมาจึงทำการเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่เลือกไว้โดยเมล็ดพันธุ์ที่จะใช้ต้องมีความงอกไม่ต่ำกว่า 80% เริ่มจากนำเมล็ดพันธุ์ใส่อ่างแช่ในน้ำสะอาด ตากแดดนาน 15 นาที เอาเมล็ดขึ้น เกลี่ยบนผ้าใบ หรือผ้าพลาสติก ตากแดดจนแห้งสนิทแล้วเอาไปปลูกทันที (ห้ามเก็บเมล็ดข้ามวัน) โดยก่อนนำไปปลูกให้ใช้สารเคมีจำนวน 2 ชนิด คลุกเมล็ดผสมเข้าด้วยกันก่อนปลูก ได้แก่ คาร์โบซัลฟาน (carbosulfan) เป็นสารเคมีป้องกันแมลงที่อยู่ในดิน ใช้ในอัตรา 5 กรัมต่อน้ำหนักเมล็ดข้างสาลี 1 กิโลกรัม และคาร์บ็อกซิน (carboxin) เป็นสารเคมีป้องกันโรคต้นแห้งอันเกิดจากเชื้อรา ใช้ในอัตรา 0.5-2.5 กรัมต่อเมล็ดหนัก 1 กิโลกรัม

        สำหรับการปลูกสามารถทำได้ 3 แบบ คือ  ปลูกเป็นแถว   โดยปกติไม่นิยมยกร่องสูง แต่จะแบ่งเป็นแปลง ขนาดกว้าง 4-5 เมตร เว้นทางเดินระหว่างแปลงประมาณ 40-50 เซนติเมตร แล้วเปิดร่องปลูก สำหรับหยอดเมล็ด โดยใช้คราดลาก หรือใช้ผาลขนาดเล็กเปิดร่อง ระยะห่างระหว่างร่องปลูก 20-25 เซนติเมตร ถ้าพื้นที่มีขนาดใหญ่ อาจปลูกโดยใช้เครื่องหยอดเมล็ดก็ได้  โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 16-20 กิโลกรัม/ไร่ โรยเมล็ดซึ่งผสมปุ๋ยเคมีไว้แล้ว ลงไปตามร่องปลูก เกลี่ยดินกลบร่องปลูกไม่ให้เห็นเมล็ด เมื่อกลบแล้ว เมล็ดควรฝังอยู่ในดิน 1-2 เซนติเมตร   ปลูกโดยวิธีหว่าน   เมื่อไถพรวนดินอย่างดีแล้ว ไม่มีการยกแปลง หว่านเมล็ดในอัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ แล้วคราดกลบ ปลูกโดยวิธีหยอดเป็นหลุม  เมื่อไถพรวนอย่างดีแล้ว ไม่มีการยกแปลง ใช้ไม้แหลมกระทุ้งหลุมให้ได้ความลึก 4-5 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุมภายในแถว ประมาณ 12 เซนติเมตร กะระยะห่างระหว่างแถวให้ได้ 20 เซนติเมตร หยอดเมล็ดซึ่งผสมปุ๋ยเคมีไว้แล้ว ลงไปในหลุม ประมาณ 7-8 เมล็ดต่อหลุม กลบหลุมด้วยขี้เถ้าแกลบ หรือขี้เถ้าฟางผสมปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ส่วนการให้น้ำนั้นข้าวสาลีเป็นพืชที่ไม่สามารถทนต่อสภาพน้ำขัง หรือดินเปียกชื้นได้ยาวนาน การให้น้ำข้าวสาลีทันทีหลังจากหยอดเมล็ด จึงค่อนข้างอันตราย ถ้าปลูกในสภาพความชื้นเหมาะสม การให้น้ำครั้งแรกควรทำเมื่อข้าวสาลีงอกได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งในเวลานั้นข้าวสาลีตั้งตัวได้เป็นอย่างดีแล้ว การให้น้ำแต่ละครั้งควรให้ทั่วสม่ำเสมอทั้งแปลง และปล่อยน้ำไว้ในร้องน้ำนานจนมั่นในว่าน้ำซึมเข้าสู่ดินเป็นอย่างดี แต่ไม่ควรปล่อยน้ำขังนานเกินไปจนทำให้ดินแฉะหรืออิ่มตัว

องค์ประกอบทางเคมี มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด และต้นอ่อนข้าวสาลี ระบุว่าพบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิดอาทิเช่น aconitic acid, gibberellin ,adenine, allantoin, choline, quercetin, diazepam, esgostan-3-one, ferulic acid, gibberllin A, gliadin, histidine, alkyl resorcinol,  oleic acid, triticum, wheat germ agglutinin , benzoxazin-3(4H)-one-glycoside castasterone นอกจากนี้แป้งสาลีที่ทำมาจากเมล็ดของข้าวสาลี ยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้  แป้งสาลีไม่ขัดสี 100 กรัม พลังงาน 370 กิโลแคลอรี่   คาร์โบไฮเดรต 71.2 กรัม  โปรตีน 15.1 กรัม  โพแทสเซียม 376 กรัม  ฟอสฟอรัส 352 มิลลิกรัม  แมกนีเซียม 136 มิลลิกรัม                   

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยา มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของเมล็ดข้าวสาลี จมูกข้าวสาลี และต้นอ่อนข้าวสาลี ระบุว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการอาทิเช่น

ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีรายงานผลการศึกษาฤทธิ์ต้านเบาหวานของเมล็ดข้าวสาลี (Triticum aestivum) ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan โดยได้แบ่งโดยได้ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่เป็นเบาหวาน กลุ่มที่เป็นเบาหวาน กลุ่มที่เป็นเบาหวานและได้รับยารักษาเบาหวาน metformin และกลุ่มที่เป็นเบาหวานและได้รับเมล็ดข้าวสาลี โดยได้ทำการทดสอบเป็นเวลา 28 วัน หลังจากนั้นเก็บเลือดเพื่อวัดค่าน้ำตาลแล้ว ทำให้หนูตายผ่าเพื่อดูอวัยวะภายใน ผลการทดสอบพบว่ากลุ่มที่ได้รับเมล็ดข้าวสาลีมีผลในลดระดับน้ำตาลในเลือด และค่า albumin, globulin, bilirubin, urea, creatinine, Na+ และ K+ เพิ่มระดับ insulin และ glycogen เพิ่มการทำงานของเอนไซม์ hexokinase, catalase, superoxide dismutase และ glutathione peroxidase และมีผลในการเปลี่ยนแปลงค่าทางโลหิตวิทยาให้กลับสู่ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และลดการทำงานของ glucose-6-phosphatase และ fructose 1,6-diphosphatase และความเข้มข้นของ malondialdehyde (MDA) และปรังปรุงค่า aspartate transaminase (AST),gamma glutamate transferase (GGT) และ alkaline phosphatases (ALP) ในเนื้อเยื่อตับ ไต และตับอ่อน เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม จากผลการทดสอบสรุปได้ว่าเมล็ดข้าวสาลีอาจมีผลในการลดอาการของเบาหวานและอาการแทรกซ้อนได้

ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด มีรายงานผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ลดไขมันในเลือดของข้าวสาลีในสตรีชาวเอเชียใต้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจำนวน 59 คน โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง (จำนวน 29 คน) ให้รับประทานแคปซูลผงข้าวสาลีวันละ 3.5 กรัม นานติดต่อกัน 10 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุม (30 คน) ไม่ได้รับยาใดๆ ทำการเก็บตัวอย่างเลือดอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มเพื่อตรวจวิเคราะห์ค่าไขมันในเลือดทั้งช่วงก่อนและหลังการทดลอง ผลจากการศึกษาพบว่า อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับแคปซูลผงข้าวสาลีมีค่าคอเลสเตอรอลรวม ลดลง 5.4%, LDL ลดลง 4.4%, ไตรกลีเซอไรด์ลดลง 9.5% , และ HDL ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการทดลอง และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมพบว่า ระดับไตรกลีเซอไรด์, ไตรเอซิลกลีเซอรอล และ Apolipoprotein B (Apo-B) ของกลุ่มที่ได้รับแคปซูลผงข้าวสาลีมีค่าต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.043, 0.045, and 0.016 ตามลำดับ). และยังพบว่า การรับประทานแคปซูลผงข้าวสาลีมีผลลดอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน (menopausal symptoms) ลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (vasomotor 42%, somatic 33%, psychological 50% ในขณะที่ urogenital symptoms ไม่มีการเปลี่ยนแปลง) ผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การรับประทานแคปซูลผงข้าวสาลีเป็นอาหารเสริมในขนาดและระยะเวลาดังกล่าว มีผลช่วยลดค่าไขมันในเลือดในสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงได้

ฤทธิ์ลดระดับเอนไซม์ตับในผู้ป่วยไขมันพอกตับ มีรายงานการศึกษาแบบสุ่ม และปกปิดทั้ง 2 ฝ่าย ในผู้ป่วยที่เป็นไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 46 คน ทั้งเพศชายและหญิง อายุเฉลี่ย 48.25 ± 6.7 ปี ในกลุ่มศึกษา และ 49.12 ± 6.6 ปี ในกลุ่มควบคุม โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละเท่ากัน กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานจมูกข้าวสาลี 40 ก./วัน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ควบคุม ให้รับประทานเกล็ดขนมปัง ในขนาดที่เท่ากัน นาน 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่รับประทานจมูกข้าวสาลีระดับเอนไซม์ที่เกี่ยวกับตับ ได้แก่ alanine aminotransferase (ALT), gamma-glutamyl transferase (GGT), ระดับคอเลสเตอรอลรวม, ระดับไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด และไขมันในตับ มีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ยังพบว่าระดับของ total antioxidant capacity เพิ่มขึ้น และระดับของ high-sensitivity C-reactive protein ลดลงในผู้ป่วยที่รับประทานจมูกข้าวสาลี จากการศึกษาสรุปได้ว่า การรับประทานจมูกข้าวสาลีมีผลลดลดระดับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับตับ ระดับไขมันในกระแสเลือดและตับ ลดการอักเสบ และเพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระในผู้ป่วยที่เป็นไขมันพอกตับได้อย่างมีนัยสำคัญ

ฤทธิ์ยับยั้ง Angiotensin-converting enzyme มีการศึกษาวิจัยภาวะการบ่มเพาะจมูกข้าวสาลีที่ทำให้มีปริมาณเปป์ไทด์ที่ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของ Angiotensin-converting enzyme (ACE) (ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิต) และการออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ ACE ของเปป์ไทด์ พบว่า การบ่มจมูกข้าวสาลี ขนาด 1 กรัมในสารละลายบัฟเฟอร์ 8.14 มล. โดยสารละลายบัฟเฟอร์นี้มีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) 4.4 และบ่มเพาะไว้ที่อุณหภูมิ 47 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 ชั่วโมง เป็นภาวะที่ทำให้มีความเข้มข้นของเปป์ไทด์สูงสุดถึง 88.12 มก./ก. ซึ่งมีความเข้มข้นมากกว่าจมูกข้าวสาลีที่ไม่ผ่านการบ่มเพาะถึง 2.4 เท่า และยังเป็นภาวะที่ทำให้มีการออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ ACE สูงสุดถึง 92.16 % ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งมากกว่าจมูกข้าวสาลีที่ไม่ผ่านการบ่มเพาะถึง 6.2 เท่า การแยกบริสุทธิ์และระบุลำดับกรดอะมิโนของเปป์ไทด์ที่ยับยั้งการทำงานของ ACE ที่ได้จากการบ่มเพาะจมูกข้าวสาลีด้วยเทคนิคลิควิดโครมาโตกราฟฟี-แมสสเปกโตรเมทรี (LC/MS) ได้เปป-ไทด์ที่มีลำดับกรดอะมิโนเป็น valine-glutamic acid-valine, tryptophan, asparagine-proline-proline-serine-valine, glutamine-serine และ alanine-methionine-tyrosine ซึ่งมีความเข้มข้นที่สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ ACE ได้ 50% (IC50) เท่ากับ 115.20, 94.87, 40.56, 26.82 และ 5.86 ไมโครโมลาร์ ตามลำดับ

ฤทธิ์ลดการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ มีรายงานการศึกษาในนักกีฬาชายประเภทวิ่งระยะยาว (helf-marathon) จำนวน 30 คน อายุระหว่าง 18-22 ปี ซึ่งมีสถิติการวิ่งแข่งที่มากกว่า 5,000 เมตร อยู่ในช่วงเวลา 14-15 นาที มีความสูง 162-178 ซม. และมีน้ำหนัก 47.4-65.1 กก. โดยแบ่งนักกีฬาออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 10 คน กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 ให้รับประทานโปรตีนจากข้าวสาลี (wheat gluten hydrolysate : WGH) ขนาด 10 กรัม (WGH-10) กลุ่มที่ 3 ให้รับประทาน WGH ขนาด 20 กรัม (WGH-20) เจาะเลือดนักกีฬาทุกคน 1 วัน ก่อนการแข่งขัน ก่อนให้รับประทาน WGH และตอนเช้าหลังการแข่งขันวันที่ 1 และ 2 พบว่าระดับค่าเฉลี่ยการทำงานของ creatine kinase (CK activity) ในเลือด (creatine kinase เป็นโปรตีนในกล้ามเนื้อซึ่งจะมีมากเมื่อกล้ามเนื้อได้รับการบาดเจ็บ) ของกลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นจาก 264.0 เป็น 438.5 ยูนิต/ลิตร หลังการแข่งขัน และหลังการแข่งขัน 1 วัน เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 669.7 ยูนิต/ลิตร ซึ่งในกลุ่มที่รับประทานโปรตีนจากข้าวสาลี (WGH-10, WGJ-20) มีลักษณะเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบระดับค่าเฉลี่ยของ creatine kinase activity ในกลุ่มควบคุม, WGH-10, WGH-20 มีค่าเท่ากับ 669.7, 583.6 และ 436.7 ยูนิต/ลิตร ซึ่งจะเห็นได้ว่า WGH ลดระดับการทำงานของ creatine kinese มีผลลดการเกิดบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และจากการวัดระดับเม็ดเลือดขาว และระดับ creatine kinase (CK) หลังการแข่งขันวันที่ 1 พบว่ากลุ่มควบคุมระดับของเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับระดับของ CK ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับโปรตีนจากข้าวสาลี (WGH) ทั้งสองกลุ่มระดับของเม็ดเลือดขาวไม่มีความสัมพันธ์กับระดับของ CK ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าโปรตีนจากข้าวสาลีมีฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย จากการศึกษาสรุปได้ว่าสารโปรตีนจากข้าวสาลี wheat gluten hydrolysate สามารถยืดระยะเวลาการเกิดบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหลังการแข่งขันในนักกีฬาประเภทวิ่งได้ มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือด มีรายงานการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในผู้หญิงที่มีระดับไขมันในเลือดสูงและมีอาการวัยทอง จำนวน 59 คน โดยมีอายุระหว่าง 30-60 ปี ซึ่งได้ทำการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป้นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัด วีทกราส (ต้นอ่อนข้าวสาลี) ชนิดแคปซูล ขนาด 3.5 ก./วัน นาน 10 สัปดาห์ พบว่าในกลุ่มที่ได้รับวีทกราส ระดับคอเลสเตอรอลรวมลดลง 5.4% ระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL (low density lipoprotein) ลดลง 4.4% ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง 9.5% และระดับคอเลสเตอรอลชนิด HDL (high density lipoprotein) ลดลง 6% หลังการทดลองเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และระดับคอเลสเตอรอลรวม ระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL ระดับไตรกลีเซอไรด์ และระดับคอเลสเตอรอลชนิด HDL ในกลุ่มที่รับสารสกัดวีทกราสเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลองพบว่ามีค่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้สารสกัดวีทกราสยังมีผลช่วยให้อาการวัยทองดีขึ้น จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าการรับประทานสารสกัดวีทกราสชนิดแคปซูล ขนาด 3.5 ก./วัน นาน 10 สัปดาห์ มีผลให้ระดับคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลชนิดLDL ไตรกลีเซอไรด์ และระดับคอเลสเตอรอลชนิด HDL ลดลง ในผู้หญิงที่มีระดับไขมันในเลือดสูงและอาการวัยทองดีขึ้น

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในอาสาสมัครที่ได้รับสารก่ออนุมูลอิสระ BPA (biphenol-A) ผ่านทางสิ่งแวดล้อม เมื่อให้ดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี วันละ 100 มล. ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ พบว่าปริมาณสาร BPA ในปัสสาวะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยแนวโน้มการลดลงของ BPA สัมพันธ์กับระยะเวลาที่ดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีและเมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างต้นอ่อนข้าวสาลีกับสาหร่ายสไปรูริน่า ซึ่งเป็นสาหร่ายที่อุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์จากธรรมชาติเช่นเดียวกัน พบว่าการรับประทานแคปซูลต้นอ่อนข้าวสาลี ขนาด 500 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 30 วัน เพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณวิตามินซี การทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase และลดปริมาณ malondialdehyde ในเลือดของอาสาสมัครได้ดีกว่าการรับประทานสาหร่ายสไปรูริน่า เมื่อรับประทานในขนาดที่เท่ากัน

ฤทธิ์บรรเทาอาการลำไส้อักเสบ มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์บรรเทาอาการของโรคลำไส้อักเสบ ในผู้ป่วยพบว่าน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีสามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคลำไส้อักเสบได้ดี เมื่อให้ผู้ป่วยรับประทานวันละ 100 มล. ติดต่อกัน 1 เดือน โดยสามารถช่วยบรรเทาอาการโดยรวมของโรคให้ดีขึ้น เช่น ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้และความถี่ของการถ่ายเป็นเลือดอย่างมีนัยสำคัญ

ฤทธิ์เพิ่มเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยโลหิตจาง มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์การเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงของต้นอ่อนข้าวสาลีในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง พบว่าการรับประทานน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี วันละ 30 - 100 มล. หรือรับประทานสารสกัดจากต้นอ่อนข้าวสาลี วันละ 1,000 มก. ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี สามารถช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบินในเลือด ลดปริมาณการให้เม็ดเลือดแดงเข้มข้น (Pack red cells) และลดจำนวนครั้งในการถ่ายเลือด (blood transfusion) ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเด็กที่มีภาวะโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียในผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดเบต้า (beta-thalassemia) และในผู้ป่วย myelodysplastic syndrome (ผู้ป่วยมีความผิดปกติของไขกระดูก ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ และอาจก่อให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว)
            นอกจากนี้น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลียังสามารถป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัดได้ดี โดยพบว่าในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับประทานน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี วันละ 60 มล. ตลอดระยะเวลาการได้รับเคมีบำบัด ทั้ง 3 รอบ สามารถช่วยป้องการเกิดภาวะโลหิตจาง (anemia) ได้ดี มีผลเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่มีผลต่อการตอบสนองการได้รับการรักษาจากเคมีบำบัดของผู้ป่วยและมีรายงานการศึกษาในผู้ป่วยในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ที่ดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีวันละ 30 มล. ติดต่อกัน 6 เดือน พบว่าช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิน เกล็ดเลือด และเพิ่มภูมิต้านทานได้ดี ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยา มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของน้ำวีทกราส (น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี) ระบุว่ามีรายงานการศึกษาทางคลินิกระบุว่าในการให้น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีในขนาด 30-100 มิลลิเมตร และในรูปแบบแคปซูลขนาด 1000 มิลลิกรัม ในช่วงระยะเวลา 2 สัปดาห์ – 6 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ หรืออาการข้างเคียงใดๆ

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

            ผู้ที่เป็นโรคลำไส้ผิดปกติที่ไม่สามารถย่อยกลูเตน (Celiac Disease) ควรหลีกเลี่ยงจากรับประทานข้าวสาลีซึ่งมีกลูเตน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการท้องเสียและส่งผลไปถึงภาวะร่างกายดูดซึมอาหารไม่ได้ น้ำหนักลด และเสียชีวิตได้ รวมถึงผู้ที่แพ้กลูเตน ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานข้าวสาลี เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งอาจมีอาการตั้งแต่มีผื่นแดง ท้องเสีย ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร

            นอกจากนี้ในต้นข้าวสาลีอ่อนมีสารไฟโตรเอสโตเจน ซึ่งอาจมีผลกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม และผู้ป่วยหญิงวัยหมดประจำเดือนจึงควรระมัดระวังในการบริโภคต้านอ่อนข้าวสาลี โดยไม่ควรบริโภคในปริมาณมากเกินไป

อ้างอิงข้าวสาลี

  1. เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก,ข้าวสาลี,หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140ชนิด.หน้า64-65.
  2. มัลลิกา ชมนาวัง,ศิริขวัญ ทินรัตน์. Prebiotics เพื่อสุขภาพจากพืชอาหาร,จุลสารข้อมูลสมุนไพรปีที่24 ฉบับที่2.มกราคม2550.หน้า7-12
  3. กนกพร อาทะวงษา.น้ำวีทกราส...น้ำคั้นตกต้นอ่อนข้าวสาลี.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  4. เภสัชหญิงหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก,ข้าวสาลี,หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน150ชนิด,หน้า60-64.
  5. ฤทธิ์ต้านเบาหวานของเมล็ดข้าวสาลีในหนูแรท.ข่าวความเคลื่อนไหว.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  6. ฤทธิ์ลดไขมันในเลือดของข้าวสาลี.ข่าวความเคลื่อนไหว.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  7. ผลของจมูกข้าวสาลีต่อเอนไซม์ที่ตับในผู้ป่วยไขมันพอกตับ.ข่าวความเคลื่อนไหว.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  8. จมูกข้าวสาลีมีเป๊ปไทน์ที่ยับยั้ง Angiotensin-conerting enzyme.ข่าวความเคลื่อนไหว.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  9. โปรตีนจากข้าวสาลี(wheat gluten hydrolysate) ลดการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ.ข่าวความเคลื่อนไหว.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  10. ผลของการรับประทานวีทกราส (ต้นอ่อนข้าวสาลี)ต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดผู้หญิงที่มีระดับไขมันสูงในเลือดและมีอาการวัยทอง.ข่าวความเคลื่อนไหว.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  11. Mukhopadhyay S, Basak J, Kar M, Mandal S, Mukhopadhyay A. The Role of Iron Chelation Activity of Wheat Grass Juice in Patients with Myelodysplastic Syndrome. J Clin Oncol 2009;27:15s, (suppl; abstr 7012)
  12. Padalia S, Drabu S, Raheja I, Gupta A, Dhamija M. Multitude potential of wheatgrass juice (Green Blood): An overview. Chron Young Sci 2010;1(2):23-8.
  13. Dey S, Sarkar R, Ghosh P, et al. Effect of Wheat grass Juice in supportive care of terminally ill cancer patients- A tertiary cancer centre Experience from India. J of Clin Oncol 2006;18(1):8634
  14. Shyam R, Singh SN, Vats P, Singh VK, Bajaj R, Singh SB, Banerjee PK. Wheat grass supplementation decreases oxidative stress in healthy subjects: a comparative study with spirulina. J Altern Complement Med. 2007;13(8):789-91.
  15. Singh K, Pannu MS, Singh P, Singh J. Effect of wheat grass tablets on the frequency of blood transfusions in Thalassemia Major. Indian J Pediatr. 2010;77(1):90-1
  16. Bar-Sela G, Tsailic M, Fried G, Goldberg H. Wheat Grass Juice may improve Hematological Toxicity Related to Chemotherapy in Breast Cancer Patients: A Pilot Study. Nutr Cancer 2007;58(1):43-8.
  17. Ben-Arye E, Goldin E, Wengrower D, Stamper A, Kohn R, Berry E, Wheat Grass Juice in the Treatment of Active Distal Ulcerative Colitis: A Randomized Double-blind Placebo-controlled Trial. Scand J Gastroenterol 2002;37(4):444-9.
  18. Yi B, Kasai H, Lee HS, Kang Y, Park JY, Yang M. Inhibition by wheat sprout (Triticum aestivum) juice of bisphenol A-induced oxidative stress in young women. Mutat Res. 2011;18(724):64-8.
  19. Marwaha RK, Bansal D, Kaur S, Trehan A. Wheat grass juice reduces transfusion requirement in patients with thalassemia major: A pilot study. Indian Pediatrics 2004; 41:716-20.