ข้าวสาลี ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย
ข้าวสาลี งานวิจัยและสรรพคุณ 18 ข้อ
ชื่อสมุนไพร ข้าวสาลี
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น วีท, วีทกราส, สาลี (ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Triticum aestivum Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Triticum vulgare Vill.
ชื่อสามัญ Wheat, Common wheat, Bead wheat
วงศ์ POACEAE-GRAMINEAE
ถิ่นกำเนิดข้าวสาลี
ข้าวสาลี จัดเป็นพืชในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันตก โดยมีการสันนิษฐานกันว่า น่าจะอยู่ในราว 21,000 ปี ก่อนคริสตกาล โดยในระยะแรกนั้นจะเป็นพันธุ์ข้าวสาลีป่า ต่อมาจึงมีการกระจายพันธุ์และเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์จนเป็นสายพันธุ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังได้มีการแพร่กระจายพันธุ์รวมถึงมีการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยพบว่ามีการปลูกข้าวสาลี เล็กน้อย ในบริเวณพื้นที่สูงทางภาคเหนือ
ประโยชน์และสรรพคุณข้าวสาลี
- ช่วยให้นอนหลับ
- ช่วยบำรุงเส้นประสาท
- ช่วยบำรุงหัวใจ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ
- ช่วยขยายหลอดเลือด
- ช่วยลดความดันโลหิตสูง
- ช่วยป้องกันโรคเบาหวานลดระดับน้ำตาลในเลือด
- ช่วยลดไขมันในเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
- ช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
- ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในลำไส้
- ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหาร
- ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย
- ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ช่วยลดความเสียหายของหลอดเลือดที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด
- ช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงให้แต่ร่างกาย
- ช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิน
- ช่วยเพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ
- ช่วยบรรเทาอาการของโรคลำไส้อักเสบ
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ถึงได้ระบุถึงสรรพคุณของข้าวสาลีว่า ข้าวสาลีมีเส้นใยอาหาร ที่ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก (Prebiotic) เช่น ฟรุกแทน (Fructan) และอะราบิโนไซเลน (Arabinoxylan) ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ สามารถช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ในลำไส้ และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในข้าวสาลียังมีไฟเบอร์ และโพแทสเซียม ที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดความเสียหายของหลอดเลือดที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังสามารถเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงให้แต่ร่างกาย เพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิน เพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ และช่วยบรรเทาอาการของโรคลำไส้อักเสบได้อีกด้วย
เมล็ดข้าวสาลี นำมาใช้เป็นอาหารของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลแล้ว ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยมีวิตามินและแร่ธาตุ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายชนิด จึงมีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด ได้แก่ แป้งสาลี ขนมปัง ขนมเค้ก ขนมอบ พาสต้า สปาเก็ตตี้ มักกะโรนี คุ้กกี้ แครกเกอร์ เค้ก โดนัท พาย บะหมี่ ฯลฯ และยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกาว แอลกอฮอล์ และกลูเตนอีกด้วย อีกทั้งในปัจจุบันได้มีการนำข้าวสาลี มาเพาะให้งอกแล้วนำมาแปรรูปทำเป็นน้ำคั้นต้นข้าวสาลีอ่อน และมอลต์ข้าวสาลี ในการนำมาบริโภคอีกรูปแบบหนึ่ง รวมถึงจมูกข้าวสาลีและรำข้าวสาลี ก็มีการนำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ อีกหลายรูปแบบอีกด้วย ส่วนประโยชน์ในด้านอื่น ก็มีการนำมาใช้ทำแบะแซ (Glucose Syrup คือ น้ำเชื่อมเหนียวข้นที่ทำจากการย่อยแป้ง) ทำโปรตีนพืชที่ใช้ทำอาหารเจต่างๆ นอกจากนี้ฟางที่เหลือจากการนำเมล็ดข้าวสาลีออกไปแล้วก็มีการนำมาเลี้ยงสัตว์กันหญ้า เช่น วัว ควาย หรือ นำมาใช้ มุงหลังคา ทำเชื้อเพลิง กระดานอัด ตลอดจนการนำไปใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ด เป็นต้น
นอกจากนี้ข้าวสาลีเป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32.76 ของน้ำหนักแห้ง และยังมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อะไมเลส ประมาณ 25-70 เปอร์เซ็นต์ และน้ำตาลทั้งโมเลกุลเดี่ยวและคู่อยู่เป็นจำนวนมาก ในข้าวสาลียังมีส่วนของวิตามินต่างๆ มากมาย
- ไทมีน คิดเป็นร้อยละ 6.67 ของน้ำหนักแห้ง
- ไรโบฟลาวิน คิดเป็นร้อยละ 2.94 ของน้ำหนักแห้ง
- ไนอะซิน คิดเป็นร้อยละ 9.10 ของน้ำหนักแห้ง
- วิตามินบี 6 คิดเป็นร้อยละ 7.50 ของน้ำหนักแห้ง
- วิตามินบี 9 คิดเป็นร้อยละ 8.19 ของน้ำหนักแห้ง
- วิตามินอี คิดเป็นร้อยละ 0.25 ของน้ำหนักแห้ง
- วิตามินเค คิดเป็นร้อยละ 1.14 ของน้ำหนักแห้ง
รูปแบบและขนาดวิธีใช้
ใช้บำรุงระบบประสาท บำรุงหัวใจ โดยในการนอนหลับ ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยขยายหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ป้องกันโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ลดระดับคอเรสเตอรอลในเลือด โดยนำรำอ่อนข้าวสาลีมาชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนอาหารเช้า เย็น หรือ นำเมล็ดมาใช้ปรุงเป็นอาหาร หรือ แปรรูปเป็นอาหารในรูปแบบ ธัญพืชก็ได้
นอกจากนี้น้ำวีทกราส (Wheat grass juice) หรือ น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี ที่อุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารมีสูตรโครงสร้างใกล้เคียงกับฮีม (heme) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงยังสามารถช่วยเพิ่มเกล็ดเลือดฮีโมโกลบินและเสริมภูมิต้านทานได้ดี
ลักษณะทั่วไปของข้าวสาลี
ข้าวสาลีจัดเป็นไม้ล้มลุก อายุ 1 ปี มักแตกขึ้นเป็นกอแน่น มีความสูงของต้น 40-150 เซนติเมตร ลำต้นเรียบ มีข้อปล้องประมาณ 4-7 ปล้อง โดยจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจากโรคไปสู่ปลาย ส่วนระบบรากข้าวสาลีไม่มีรากแก้ว มีแต่ระบบรากฝอย รากของข้าวสาลี นี้ แบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ รากดั้งเดิมที่ถือกำเนิดจากเนื้อเยื่อ เรียกว่า รากจากเมล็ดและรากจากข้อ ซึ่งถือเกิดจากข้อที่เป็นส่วนโคนของลำต้น อยู่ใต้ผิวดินประมาณ 1 นิ้ว
ใบข้าวสาลี เป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ โดยใน 1 ต้นจะมีใบประมาณ 7-9 ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปแถบผอมยาว เป็นสีเขียวมีขนาดกว้าง 1-3 เซนติเมตร ยาว 15-40 เซนติเมตร ปลายใบแหลมของใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยง หรือ มีขน หูใบบางและมีขนอ่อนๆ ขึ้นปกคลุม
ดอกข้าวสาลี ออกเป็นช่อเป็นแบบช่อเชิงลด โดยจะดอกเรียงเป็นสองแถว แกนกลางช่อยาว 5-15 เซนติเมตร หยักไปมาและมีช่อดอกย่อย ซ้อนทับกันเป็นแถวด้านข้างของแกนช่อดอก ซึ่งจะประกอบไปด้วยดอกย่อย 3-9 ดอก ต่อ 1 ช่อ ดอกย่อยเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศและจะมีรูปร่างขนาดรวมถึงความเป็นช่อดอกแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ อีกทั้งบริเวณตรงปลายกาบช่อย่อยจะเป็นสัน 1 สัน ซึ่งเกิดจากเส้นใบยื่นเป็นปีกแหลม ส่วนกาบล่างมีรยางค์แข็ง
ผลข้าวสาลี เป็นรูปไข่ หรือ รูปกระสวย มีร่อง 1 ร่องตามยาว ผลมีสีน้ำตาลแดง เหลือง ขาว หรือ มีสีปนกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยส่วนที่นิยมนำมารับประทานจะมีอยู่ 4 ส่วน ได้แก่ เมล็ดข้าวสาลี (wheat kernel) รำข้าวสาลี (wheat bran) จมูกข้าวสาลี (wheat germ) และต้นอ่อนข้าวสาลี (wheatgrass)


การขยายพันธุ์ข้าวสาลี
ข้าวสาลีสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดโดยมีวิธีการ คือ เริ่มจากการคัดเลือกพันธุ์โดยจะต้องเลือกพันธุ์ข้าวสาลีให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งพันธุ์ข้าวสาลีที่เหมาะสำหรับปลูกในประเทศไทย ก็มีหลากหลายพันธุ์ เช่น สะเมิง 1 (เหมาะสำหรับปลูกในภาคเหนือตอนบน) สะเมิง 2 (เหมาะสำหรับปลูกในสภาพไร่อาศัยน้ำฝนและปลูกหลังนาปี) ฝาง 60 (เหมาะสำหรับปลูกในที่ร้อนและแห้งแล้ง ทั้งในสภาพไร่อาศัยน้ำฝนและสภาพนาชลประทาน) แพร่ 60 (เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทานที่เป็นสภาพนาดินปนทราย ภูมิอากาศค่อนข้างหนาวในภาคเหนือ) และอินทรี 1 (เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทานทั่วไป) จากนั้นก็เริ่มเตรียมโดยข้าวสาลีจะสามารถขึ้นได้ในดินร่วนเหนียวถึงร่วนทราย ที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ตั้งแต่ 5.5-8.5 ส่วนการเตรียมดินควรไถดะ 1 ครั้ง หลังจากนั้น 1-2 สัปดาห์ ก็ไถแปร หรือ ไถพรวน เพื่อให้ดินแตกย่อย แล้วปรับพื้นที่ให้เรียบ ต่อมาจึงทำการเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่เลือกไว้โดยเมล็ดพันธุ์ที่จะใช้ต้องมีความงอกไม่ต่ำกว่า 80% เริ่มจากนำเมล็ดพันธุ์ใส่อ่างแช่ในน้ำสะอาด ตากแดดนาน 15 นาที เอาเมล็ดขึ้น เกลี่ยบนผ้าใบ หรือ ผ้าพลาสติก ตากแดดจนแห้งสนิทแล้วเอาไปปลูกทันที (ห้ามเก็บเมล็ดข้ามวัน) โดยก่อนนำไปปลูกให้ใช้สารเคมีจำนวน 2 ชนิด คลุกเมล็ดผสมเข้าด้วยกันก่อนปลูก ได้แก่ คาร์โบซัลฟาน (carbosulfan) เป็นสารเคมีป้องกันแมลงที่อยู่ในดิน ใช้ในอัตรา 5 กรัมต่อน้ำหนักเมล็ดข้าวสาลี 1 กิโลกรัม และคาร์บ็อกซิน (carboxin) เป็นสารเคมีป้องกันโรคต้นแห้งอันเกิดจากเชื้อรา ใช้ในอัตรา 0.5-2.5 กรัมต่อเมล็ดหนัก 1 กิโลกรัม
สำหรับการปลูกสามารถทำได้ 3 แบบ คือ ปลูกเป็นแถว โดยปกติไม่นิยมยกร่องสูง แต่จะแบ่งเป็นแปลง ขนาดกว้าง 4-5 เมตร เว้นทางเดินระหว่างแปลงประมาณ 40-50 เซนติเมตร แล้วเปิดร่องปลูก สำหรับหยอดเมล็ด โดยใช้คราดลาก หรือ ใช้ผานขนาดเล็กเปิดร่อง ระยะห่างระหว่างร่องปลูก 20-25 เซนติเมตร ถ้าพื้นที่มีขนาดใหญ่ อาจปลูกโดยใช้เครื่องหยอดเมล็ดก็ได้ โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 16-20 กิโลกรัม/ไร่ โรยเมล็ดซึ่งผสมปุ๋ยเคมีไว้แล้ว ลงไปตามร่องปลูก เกลี่ยดินกลบร่องปลูกไม่ให้เห็นเมล็ด เมื่อกลบแล้ว เมล็ดควรฝังอยู่ในดิน 1-2 เซนติเมตร
ปลูกโดยวิธีหว่าน เมื่อไถพรวนดินอย่างดีแล้ว ไม่มีการยกแปลง หว่านเมล็ดในอัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ แล้วคราดกลบ ปลูกโดยวิธีหยอดเป็นหลุม เมื่อไถพรวนอย่างดีแล้ว ไม่มีการยกแปลง ใช้ไม้แหลมกระทุ้งหลุมให้ได้ความลึก 4-5 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุมภายในแถว ประมาณ 12 เซนติเมตร กะระยะห่างระหว่างแถวให้ได้ 20 เซนติเมตร หยอดเมล็ดซึ่งผสมปุ๋ยเคมีไว้แล้ว ลงไปในหลุม ประมาณ 7-8 เมล็ดต่อหลุม กลบหลุมด้วยขี้เถ้าแกลบ หรือ ขี้เถ้าฟางผสมปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมัก ส่วนการให้น้ำนั้นข้าวสาลี เป็นพืชที่ไม่สามารถทนต่อสภาพน้ำขัง หรือ ดินเปียกชื้นได้ยาวนาน การให้น้ำข้าวสาลีทันทีหลังจากหยอดเมล็ด จึงค่อนข้างอันตราย ถ้าปลูกในสภาพความชื้นเหมาะสม การให้น้ำครั้งแรกควรทำเมื่อข้าวสาลีงอกได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งในเวลานั้นข้าวสาลีตั้งตัวได้เป็นอย่างดีแล้ว การให้น้ำแต่ละครั้งควรให้ทั่วสม่ำเสมอทั้งแปลงและปล่อยน้ำไว้ในร้องน้ำนานจนมั่นใจว่าน้ำซึมเข้าสู่ดินเป็นอย่างดี แต่ไม่ควรปล่อยน้ำขังนานเกินไปจนทำให้ดินแฉะ หรือ อิ่มตัว
องค์ประกอบทางเคมี
มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของเมล็ดและต้นอ่อนข้าวสาลี ระบุว่าพบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิดอาทิเช่น aconitic acid, gibberellin, adenine, allantoin, choline, quercetin, diazepam, esgostan-3-one, ferulic acid, gibberllin A, gliadin, histidine, alkyl resorcinol, oleic acid, triticum, wheat germ agglutinin, benzoxazin-3(4H)-one-glycoside castasterone
นอกจากนี้แป้งสาลีที่ทำมาจากเมล็ดของข้าวสาลี ยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้ แป้งสาลีไม่ขัดสี 100 กรัม
- พลังงาน 370 กิโลแคลอรี่
- คาร์โบไฮเดรต 71.2 กรัม
- โปรตีน 15.1 กรัม
- ฟอสฟอรัส 352 มิลลิกรัม
- โพแทสเซียม 376 กรัม
- แมกนีเซียม 136 มิลลิกรัม

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของข้าวสาลี
มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของเมล็ดข้าวสาลี จมูกข้าวสาลีและต้นอ่อนข้าวสาลี ระบุว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการอาทิเช่น
ฤทธิ์ต้านเบาหวาน มีรายงานผลการศึกษาฤทธิ์ต้านเบาหวานของเมล็ดข้าวสาลี (Triticum aestivum) ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan โดยได้แบ่งโดยได้ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่เป็นเบาหวาน, กลุ่มที่เป็นเบาหวาน, กลุ่มที่เป็นเบาหวานและได้รับยารักษาเบาหวาน metformin, กลุ่มที่เป็นเบาหวานและได้รับเมล็ดข้าวสาลี โดยได้ทำการทดสอบเป็นเวลา 28 วัน หลังจากนั้นเก็บเลือดเพื่อวัดค่าน้ำตาลแล้ว ทำให้หนูตาย จากนั้นผ่าเพื่อดูอวัยวะภายใน ผลการทดสอบพบว่ากลุ่มที่ได้รับเมล็ดข้าวสาลีมีผลในลดระดับน้ำตาลในเลือดและค่า albumin, globulin, bilirubin, urea, creatinine, Na+ และ K+ เพิ่มระดับ insulin และ glycogen เพิ่มการทำงานของเอนไซม์ hexokinase, catalase, superoxide dismutase และ glutathione peroxidase อีกทั้งมีผลในการเปลี่ยนแปลงค่าทางโลหิตวิทยาให้กลับสู่ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและลดการทำงานของ glucose-6-phosphatase - fructose 1,6-diphosphatase และความเข้มข้นของ malondialdehyde (MDA) และปรับปรุงค่า aspartate transaminase (AST), gamma glutamate transferase (GGT) และ alkaline phosphatases (ALP) ในเนื้อเยื่อตับ ไตและตับอ่อน เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม จากผลการทดสอบสรุปได้ว่าเมล็ดข้าวสาลีอาจมีผลในการลดอาการของเบาหวานและอาการแทรกซ้อนได้
ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด มีรายงานผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ลดไขมันในเลือดของข้าวสาลี ในสตรีชาวเอเชียใต้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงจำนวน 59 คน โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง (จำนวน 29 คน) ให้รับประทานแคปซูลผงข้าวสาลีวันละ 3.5 กรัม นานติดต่อกัน 10 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุม (30 คน) ไม่ได้รับยาใดๆ ทำการเก็บตัวอย่างเลือดอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อตรวจวิเคราะห์ค่าไขมันในเลือดทั้งช่วงก่อนและหลังการทดลอง ผลจากการศึกษาพบว่า อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับแคปซูลผงข้าวสาลีมีค่าคอเลสเตอรอลรวม ลดลง 5.4%, LDL ลดลง 4.4%, ไตรกลีเซอไรด์ลดลง 9.5%, HDL ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการทดลอง และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมพบว่า ระดับไตรกลีเซอไรด์, ไตรเอซิลกลีเซอรอล และ Apolipoprotein B (Apo-B) ของกลุ่มที่ได้รับแคปซูลผงข้าวสาลีมีค่าต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.043, 0.045, 0.016 ตามลำดับ) และยังพบว่า การรับประทานแคปซูลผงข้าวสาลีมีผลลดอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน (menopausal symptoms) ลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (vasomotor 42%, somatic 33%, psychological 50% ในขณะที่ urogenital symptoms ไม่มีการเปลี่ยนแปลง) ผลการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การรับประทานแคปซูลผงข้าวสาลีเป็นอาหารเสริมในขนาดและระยะเวลาดังกล่าว มีผลช่วยลดค่าไขมันในเลือดในสตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงได้
ฤทธิ์ลดระดับเอนไซม์ตับในผู้ป่วยไขมันพอกตับ มีรายงานการศึกษาแบบสุ่มและปกปิดทั้ง 2 ฝ่าย ในผู้ป่วยที่เป็นไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 46 คน ทั้งเพศชายและหญิง อายุเฉลี่ย 48.25 ± 6.7 ปี ในกลุ่มศึกษาและ 49.12 ± 6.6 ปี ในกลุ่มควบคุม โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละเท่ากัน กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานจมูกข้าวสาลี 40 ก./วัน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ควบคุม ให้รับประทานเกล็ดขนมปัง ในขนาดที่เท่ากัน นาน 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่รับประทานจมูกข้าวสาลีระดับเอนไซม์ที่เกี่ยวกับตับ ได้แก่ alanine aminotransferase (ALT), gamma-glutamyl transferase (GGT), ระดับคอเลสเตอรอลรวม, ระดับไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด และไขมันในตับ มีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ยังพบว่าระดับของ total antioxidant capacity เพิ่มขึ้นและระดับของ high-sensitivity C-reactive protein ลดลงในผู้ป่วยที่รับประทานจมูกข้าวสาลี จากการศึกษาสรุปได้ว่า การรับประทานจมูกข้าวสาลีมีผลลดลดระดับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับตับ ระดับไขมันในกระแสเลือดและตับ ลดการอักเสบ เพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระในผู้ป่วยที่เป็นไขมันพอกตับได้อย่างมีนัยสำคัญ
ฤทธิ์ยับยั้ง Angiotensin-converting enzyme มีการศึกษาวิจัยภาวะการบ่มเพาะจมูกข้าวสาลีที่ทำให้มีปริมาณเปป์ไทด์ที่ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของ Angiotensin-converting enzyme (ACE) (ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิต) และการออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ ACE ของเปป์ไทด์ พบว่า การบ่มจมูกข้าวสาลี ขนาด 1 กรัม ในสารละลายบัฟเฟอร์ 8.14 มล. โดยสารละลายบัฟเฟอร์นี้มีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) 4.4 และบ่มเพาะไว้ที่อุณหภูมิ 47 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 ชั่วโมง เป็นภาวะที่ทำให้มีความเข้มข้นของเปป์ไทด์สูงสุดถึง 88.12 มก./ก. ซึ่งมีความเข้มข้นมากกว่าจมูกข้าวสาลีที่ไม่ผ่านการบ่มเพาะถึง 2.4 เท่า และยังเป็นภาวะที่ทำให้มีการออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ ACE สูงสุดถึง 92.16 % ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งมากกว่าจมูกข้าวสาลีที่ไม่ผ่านการบ่มเพาะถึง 6.2 เท่า การแยกบริสุทธิ์และระบุลำดับกรดอะมิโนของเปป์ไทด์ที่ยับยั้งการทำงานของ ACE ที่ได้จากการบ่มเพาะจมูกข้าวสาลีด้วยเทคนิคลิควิดโครมาโตกราฟฟี-แมสสเปกโตรเมทรี (LC/MS) ได้เปป-ไทด์ที่มีลำดับกรดอะมิโนเป็น valine-glutamic acid-valine, tryptophan, asparagine-proline-proline-serine-valine, glutamine-serine และ alanine-methionine-tyrosine ซึ่งมีความเข้มข้นที่สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ ACE ได้ 50% (IC50) เท่ากับ 115.20, 94.87, 40.56, 26.82 และ 5.86 ไมโครโมลาร์ ตามลำดับ
ฤทธิ์ลดการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ มีรายงานการศึกษาในนักกีฬาชายประเภทวิ่งระยะยาว (helf-marathon) จำนวน 30 คน อายุระหว่าง 18-22 ปี ซึ่งมีสถิติการวิ่งแข่งที่มากกว่า 5,000 เมตร อยู่ในช่วงเวลา 14-15 นาที มีความสูง 162-178 ซม. และมีน้ำหนัก 47.4-65.1 กก. โดยแบ่งนักกีฬาออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 10 คน กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 ให้รับประทานโปรตีนจากข้าวสาลี (wheat gluten hydrolysate : WGH) ขนาด 10 กรัม (WGH-10) กลุ่มที่ 3 ให้รับประทาน WGH ขนาด 20 กรัม (WGH-20) เจาะเลือดนักกีฬาทุกคน 1 วัน ก่อนการแข่งขัน ก่อนให้รับประทาน WGH อีกทั้งตอนเช้าหลังการแข่งขันวันที่ 1 และ 2 พบว่าระดับค่าเฉลี่ยการทำงานของ creatine kinase (CK activity) ในเลือด (creatine kinase เป็นโปรตีนในกล้ามเนื้อซึ่งจะมีมากเมื่อกล้ามเนื้อได้รับการบาดเจ็บ) ของกลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นจาก 264.0 เป็น 438.5 ยูนิต/ลิตร หลังการแข่งขันและหลังการแข่งขัน 1 วัน เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 669.7 ยูนิต/ลิตร ซึ่งในกลุ่มที่รับประทานโปรตีนจากข้าวสาลี (WGH-10, WGJ-20) มีลักษณะเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบระดับค่าเฉลี่ยของ creatine kinase activity ในกลุ่มควบคุม WGH-10, WGH-20 มีค่าเท่ากับ 669.7, 583.6 และ 436.7 ยูนิต/ลิตร ซึ่งจะเห็นได้ว่า WGH ลดระดับการทำงานของ creatine kinese มีผลลดการเกิดบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและจากการวัดระดับเม็ดเลือดขาว อีกทั้งระดับ creatine kinase (CK) หลังการแข่งขันวันที่ 1 พบว่ากลุ่มควบคุมระดับของเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับระดับของ CK ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับโปรตีนจากข้าวสาลี (WGH) ทั้งสองกลุ่มระดับของเม็ดเลือดขาวไม่มีความสัมพันธ์กับระดับของ CK ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าโปรตีนจากข้าวสาลีมีฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย จากการศึกษาสรุปได้ว่าสารโปรตีนจากข้าวสาลี wheat gluten hydrolysate สามารถยืดระยะเวลาการเกิดบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหลังการแข่งขันในนักกีฬาประเภทวิ่งได้ มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือด มีรายงานการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในผู้หญิงที่มีระดับไขมันในเลือดสูงและมีอาการวัยทอง จำนวน 59 คน โดยมีอายุระหว่าง 30-60 ปี ซึ่งได้ทำการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัด วีทกราส (ต้นอ่อนข้าวสาลี) ชนิดแคปซูล ขนาด 3.5 ก./วัน นาน 10 สัปดาห์ พบว่าในกลุ่มที่ได้รับวีทกราส ระดับคอเลสเตอรอลรวมลดลง 5.4% ระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL (low density lipoprotein) ลดลง 4.4% ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง 9.5% และระดับคอเลสเตอรอลชนิด HDL (high density lipoprotein) ลดลง 6% หลังการทดลองเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมและระดับคอเลสเตอรอลรวม ระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL ระดับไตรกลีเซอไรด์และระดับคอเลสเตอรอลชนิด HDL ในกลุ่มที่รับสารสกัดวีทกราสเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลองพบว่ามีค่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้สารสกัดวีทกราสยังมีผลช่วยให้อาการวัยทองดีขึ้น จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าการรับประทานสารสกัดวีทกราสชนิดแคปซูล ขนาด 3.5 ก./วัน นาน 10 สัปดาห์ มีผลให้ระดับคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลชนิดLDL ไตรกลีเซอไรด์ และระดับคอเลสเตอรอลชนิด HDL ลดลง ในผู้หญิงที่มีระดับไขมันในเลือดสูงและอาการวัยทองดีขึ้น
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในอาสาสมัครที่ได้รับสารก่ออนุมูลอิสระ BPA (biphenol-A) ผ่านทางสิ่งแวดล้อม เมื่อให้ดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี วันละ 100 มล. ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ พบว่าปริมาณสาร BPA ในปัสสาวะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยแนวโน้มการลดลงของ BPA สัมพันธ์กับระยะเวลาที่ดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีและเมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างต้นอ่อนข้าวสาลีกับสาหร่ายสไปรูลิน่า ซึ่งเป็นสาหร่ายที่อุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์จากธรรมชาติเช่นเดียวกัน พบว่าการรับประทานแคปซูลต้นอ่อนข้าวสาลี ขนาด 500 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 30 วัน เพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณวิตามินซี การทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase และลดปริมาณ malondialdehyde ในเลือดของอาสาสมัครได้ดีกว่าการรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่า เมื่อรับประทานในขนาดที่เท่ากัน
ฤทธิ์บรรเทาอาการลำไส้อักเสบ มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์บรรเทาอาการของโรคลำไส้อักเสบ ในผู้ป่วยพบว่าน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีสามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคลำไส้อักเสบได้ดี เมื่อให้ผู้ป่วยรับประทานวันละ 100 มล. ติดต่อกัน 1 เดือน โดยสามารถช่วยบรรเทาอาการโดยรวมของโรคให้ดีขึ้น เช่น ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้และความถี่ของการถ่ายเป็นเลือดอย่างมีนัยสำคัญ
ฤทธิ์เพิ่มเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยโลหิตจาง มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์การเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงของต้นอ่อนข้าวสาลีในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง พบว่าการรับประทานน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี วันละ 30-100 มล. หรือ รับประทานสารสกัดจากต้นอ่อนข้าวสาลี วันละ 1,000 มก. ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี สามารถช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบินในเลือด ลดปริมาณการให้เม็ดเลือดแดงเข้มข้น (Pack red cells) และลดจำนวนครั้งในการถ่ายเลือด (blood transfusion) ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเด็กที่มีภาวะโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียในผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดเบต้า (beta-thalassemia) และในผู้ป่วย myelodysplastic syndrome (ผู้ป่วยมีความผิดปกติของไขกระดูก ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ และอาจก่อให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว)
นอกจากนี้น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี ยังสามารถป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัดได้ดี โดยพบว่าในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับประทานน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี วันละ 60 มล. ตลอดระยะเวลาการได้รับเคมีบำบัด ทั้ง 3 รอบ สามารถช่วยป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง (anemia) ได้ดี มีผลเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่มีผลต่อการตอบสนองการได้รับการรักษาจากเคมีบำบัดของผู้ป่วยและมีรายงานการศึกษาในผู้ป่วยในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ ที่ดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีวันละ 30 มล. ติดต่อกัน 6 เดือน พบว่าช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบิน เกล็ดเลือด และเพิ่มภูมิต้านทานได้ดี ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของข้าวสาลี
มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของน้ำวีทกราส (น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี) ระบุว่ามีรายงานการศึกษาทางคลินิกระบุว่าในการให้น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี ในขนาด 30-100 มิลลิเมตร และในรูปแบบแคปซูลขนาด 1,000 มิลลิกรัม ในช่วงระยะเวลา 2 สัปดาห์-6 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ หรือ อาการข้างเคียงใดๆ
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
ผู้ที่เป็นโรคลำไส้ผิดปกติที่ไม่สามารถย่อยกลูเตน (Celiac Disease) ควรหลีกเลี่ยงจากรับประทานข้าวสาลีซึ่งมีกลูเตน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการท้องเสียและส่งผลไปถึงภาวะร่างกายดูดซึมอาหารไม่ได้ น้ำหนักลด และเสียชีวิตได้ รวมถึงผู้ที่แพ้กลูเตน ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานข้าวสาลี เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งอาจมีอาการตั้งแต่มีผื่นแดง ท้องเสีย ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร
นอกจากนี้ในต้นข้าวสาลี อ่อนมีสารไฟโตรเอสโตเจน ซึ่งอาจมีผลกระตุ้นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมและผู้ป่วยหญิงวัยหมดประจำเดือนจึงควรระมัดระวังในการบริโภคต้านอ่อนข้าวสาลี โดยไม่ควรบริโภคในปริมาณมากเกินไป
เอกสารอ้างอิง ข้าวสาลี
- เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์. เกิดดอนแฝก, ข้าวสาลี, หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. หน้า 64-65.
- มัลลิกา ชมนาวัง, ศิริขวัญ ทินรัตน์. Prebiotics เพื่อสุขภาพจากพืชอาหาร, จุลสารข้อมูลสมุนไพรปีที่ 24 ฉบับที่ 2. มกราคม 2550. หน้า 7-12
- กนกพร อาทะวงษา. น้ำวีทกราส.น้ำคั้นตกต้นอ่อนข้าวสาลี. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
- เภสัชหญิงหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก, ข้าวสาลี, หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด, หน้า 60-64.
- ฤทธิ์ต้านเบาหวานของเมล็ดข้าวสาลีในหนูแรท. ข่าวความเคลื่อนไหว. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ฤทธิ์ลดไขมันในเลือดของข้าวสาลี. ข่าวความเคลื่อนไหว. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ผลของจมูกข้าวสาลีต่อเอนไซม์ที่ตับในผู้ป่วยไขมันพอกตับ. ข่าวความเคลื่อนไหว. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
- จมูกข้าวสาลีมีเป๊ปไทน์ที่ยับยั้ง Angiotensin-conerting enzyme. ข่าวความเคลื่อนไหว. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
- โปรตีนจากข้าวสาลี (wheat gluten hydrolysate) ลดการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ.ข่าวความเคลื่อนไหว.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
- ผลของการรับประทานวีทกราส (ต้นอ่อนข้าวสาลี) ต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดผู้หญิงที่มีระดับไขมันสูงในเลือดและมีอาการวัยทอง. ข่าวความเคลื่อนไหว. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
- Mukhopadhyay S, Basak J, Kar M, Mandal S, Mukhopadhyay A. The Role of Iron Chelation Activity of Wheat Grass Juice in Patients with Myelodysplastic Syndrome. J Clin Oncol 2009;27:15s, (suppl; abstr 7012)
- Padalia S, Drabu S, Raheja I, Gupta A, Dhamija M. Multitude potential of wheatgrass juice (Green Blood): An overview. Chron Young Sci 2010;1(2):23-8.
- Dey S, Sarkar R, Ghosh P, et al. Effect of Wheat grass Juice in supportive care of terminally ill cancer patients- A tertiary cancer centre Experience from India. J of Clin Oncol 2006;18(1):8634
- Shyam R, Singh SN, Vats P, Singh VK, Bajaj R, Singh SB, Banerjee PK. Wheat grass supplementation decreases oxidative stress in healthy subjects: a comparative study with spirulina. J Altern Complement Med. 2007;13(8):789-91.
- Singh K, Pannu MS, Singh P, Singh J. Effect of wheat grass tablets on the frequency of blood transfusions in Thalassemia Major. Indian J Pediatr. 2010;77(1):90-1
- Bar-Sela G, Tsailic M, Fried G, Goldberg H. Wheat Grass Juice may improve Hematological Toxicity Related to Chemotherapy in Breast Cancer Patients: A Pilot Study. Nutr Cancer 2007;58(1):43-8.
- Ben-Arye E, Goldin E, Wengrower D, Stamper A, Kohn R, Berry E, Wheat Grass Juice in the Treatment of Active Distal Ulcerative Colitis: A Randomized Double-blind Placebo-controlled Trial. Scand J Gastroenterol 2002;37(4):444-9.
- Yi B, Kasai H, Lee HS, Kang Y, Park JY, Yang M. Inhibition by wheat sprout (Triticum aestivum) juice of bisphenol A-induced oxidative stress in young women. Mutat Res. 2011;18(724):64-8.
- Marwaha RK, Bansal D, Kaur S, Trehan A. Wheat grass juice reduces transfusion requirement in patients with thalassemia major: A pilot study. Indian Pediatrics 2004; 41:716-20.

