ข้าวเย็นเหนือ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

ข้าวเย็นเหนือ

ชื่อสมุนไพร  ข้าวเย็นเหนือ
ชื่ออื่นๆ /ชื่อท้องถิ่น  ข้าวเย็นวอก (ภาคเหนือ) , ข้าวเย็นโคกแดง (อีสาน) , หัวยาข้าวเย็นเหนือ (ภาคกลาง),หัวยาจีนปักษ์เหนือ(ภาคใต้), ควงเถี่ยวป๋าเซีย (จีน) , เสี้ยมโถ่ฮก (จีนแต้จิ๋ว)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Smilax corbularia Kunth   subsp. corbularia
วงศ์   SMILACACEAE

 

ถิ่นกำเนิดข้าวเย็นเหนือ 

ข้าวเย็นเหนือเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณประเทศพม่า ไทย และลาว แล้วจึงได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังบริเวณใกล้เคียง สำหรับในประเทศไทย มักจะพบมากทางภาคเหนือของประเทศและบางพื้นที่ในภาคอีสานบริเวณ ป่าโปร่ง ป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง ทั้งนี้มีการนำเหง้าใต้ดินของข้าวเย็นเหนือมาใช้เป็นเครื่องยา โดยพบว่าจะมีเหง้าพืชอีกชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ทำเป็นเครื่องยาที่มีลักษณะคล้ายๆกัน คือ ข้าวเย็นใต้ แต่จะมีลักษณะที่แตกต่างกันที่สามารถสังเกตได้ คือ ข้าวเย็นเหนือจะมีเนื้อสีแดงเข้ม เนื้อละเอียด มีรสมัน ส่วนข้าวเย็นใต้หัวมีเนื้อสีขาว และมีรสมันกร่อยออกหวานเล็กน้อย จะเป็นเครื่องยาที่นำเข้ามาจากประเทศจีน

ประโยชน์และสรรพคุณข้าวเย็นเหนือ 

เหง้าข้าวเย็นเหนือถูกนำมาใช้เป็นเครื่องยาสมุนไพรของไทยมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งถูกนำมาใช้ทั้งในตำรายาไทย รวมถึงตำรายาพื้นบ้านภาคต่างๆ ทั้งเป็นการใช้เป็นยาเดี่ยวและใช้ประกอบเป็นเครื่องยากับสมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยมีสรรพคุณตามตำรายาต่างๆ ดังนี้ หัวมีรสมัน ใช้แก้ปวด แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้กามโรค แก้มะเร็งคุดทะราด เข่าข้อออกดอก ฝีแผลเน่าเปื่อยพุพอง ทำให้แผลฝียุบแห้ง ดับพิษในกระดูก แก้เม็ดผื่นคัน แก้อักเสบในร่างกาย  ต้น รสจืดเย็น แก้ไข้เรื้อรัง ไข้ตัวร้อน ใบ รสจืดเย็น แก้ไข้สันนิบาต แก้ไข้เหนือ ผล รสขื่นจัด แก้ลมริดสีดวง นิยมใช้คู่กันทั้งข้าวเย็นเหนือ และข้าวเย็นใต้ เรียกว่า ข้าวเย็นทั้งสอง

            ส่วนตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานระบุสรรพคุณข้าวเย็นเหนือไว้ว่า หัว ต้มน้ำกิน บำรุงเลือดลม บำรุงกำลัง ลดปวด สำหรับหญิงอยู่ไฟ หลังคลอดบุตร แก้มะเร็ง แก้หนองใน แก้ริดสีดวง ขับน้ำเหลือง เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปข้าวเย็นเหนือ   

ข้าวเย็นเหนือจัดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มีหัวหรือเหง้าเนื้อแข็งอยู่ใต้ดิน  เถามีลักษณะกลมหรือเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย มีหนาม กระจายห่างๆ มักเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น หรือตามพื้นดินในสภาพที่สมบูรณ์ เถาเลื้อย อาจยาวได้ถึง 5 เมตร  ใบออกเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ เป็นรูปรีแรมรูปใบหอก กว้าว 3-8 เซนติเมตรและยาว 5-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลมโคนใบมนไม่เว้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นมันหนาคล้ายแผ่นหลัง ผิวใบเรียบทั้งสองด้าน หน้าใบเป็นสีเขียวเข้ม หลังใบมีขนสีขาวปกคลุม ใบมีเส้นใบหลักประมาณ 5-7 เส้น โดยเส้นกลาง 3 เส้นจะเห็นได้ชัดกว่าเส้นด้านข้าง  ดอกออกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่ม โดยจะออกที่ซอกใบที่อยู่ใกล้ปลายกิ่ง เป็นดอกแยกเพศต่างต้น ดอกย่อย 1-3 ช่อดอกมีสีเขียวมีกลีบ 6 กลีบ เป็นรูปรี หรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน  เกสรเพศผู้มีจำนวน  6 อัน ส่วนช่อดอกเพศเมียมี 15-30 ดอกต่อช่อ รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปรี ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน 3 อัน คล้ายกับเข็ม  ผลออกเป็นกระจุกแน่น ลักษณะเป็นทรงกลม เป็นผลแบบมีเนื้อ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-6 มิลลิเมตร เมื่อผลอ่อนเป็นสีเขียวแต่เมื่อผลสุกจะเป็นสีม่วงดำ ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด

การขยายพันธุ์ข้าวเย็นเหนือ

ข้าวเย็นเหนือสามารถขยายพันธุ์ได้โดยวิธีใช้เมล็ดและใช้เหง้าปลูก ซึ่งการขยายพันธุ์หลักๆที่เกิดขึ้นจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติมากกว่าการถูกนำมาขยายพันธุ์โดยมนุษย์ ส่วนในการนำข้าวเย็นเหนือมาใช้เป็นเครื่องยานั้น ก็จะเป็นการนำมาจากธรรมชาติมากกว่าการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ แต่หากต้องการจะขยายพันธุ์ข้าวเย็นเหนือนั้น มีการแนะนำว่าควรใช้วิธีนำเหง้ามาปลูก เพราะจะสามารถเจริญเติบโตได้เร็วกว่าการปลูกโดยใช้เมล็ด สำหรับวิธีการใช้เหง้าปลูกนั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการใช้เหง้าปลูกพืชชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี  มีการศึกษาวิจัยถึงองค์ประกอบทางเคมีของเหง้าข้าวเย็นเหนือที่นำมาใช้ทำเครื่องยาสมุนไพรพบว่า พบสารทุติยภูมิที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ได้แก่ phenolic compound, Astilbin , quercetin , engeletin และ steroid saponin

            นอกจากนี้ยังพบสารDiosgenin,  Smilacin, Tanin,Smilax, Parillin, Tigogenin, Amino acid เป็นต้น



ที่มา : Wikipedia

 

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ 

ใช้แก้มะเร็ง  โดยบดยาหัวให้ละเอียด ผสมกับส้มโมง ต้นจนแห้ง แล้วผสมกับน้ำผึ้ง กินวันละ 1 เม็ด ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้กามโรค ดับพิษในกระดูก แก้ปัสสาวะพิการ แก้อักเสบในร่างกาย แก้มะเร็งคุดทะราด ใช้บำรุงเลือดลม บำรุงกำลัง แก้ไข้ แก้ประดง โดยใช้เหง้า(หัว) แห้งต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้ไอ โดยใช้หัวข้าวเย็นเหนือ 5 บาทและหัวข้าวเย็นใต้ 5 บาท นำมาต้มและเติมเกลือทะเลเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น  ใช้แก้ริดสีดวงทวาร จะใช้ตัวยา 12 อย่าง ได้แก่ หัวข้าวเย็นเหนือเย็น ข้าวเย็นใต้ แก่นจำปา พริกไทยล่อน  เครือส้มกุ้ง จันทน์ขาว จันทน์แดง จุกกระเทียม จุกหอมแดง รากลำเจียก เหง้าสับปะรด และสารส้ม นำมาต้มในหม้อดิน ใช้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา เช้า กลางวัน และเย็น  ใช้แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยใช้ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้อย่างละ 30 กรัม โกฐหัวบัว,  โกฐเขมา, เจตมูลเพลิง, เถาวัลย์เปรียงอย่างละ 20 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะนำมาแช่กับเหล้า ทิ้งไว้ 7 วัน แล้วนำมาดื่มก็ได้   ใช้เป็นยารักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยใช้ข้าวเย็นเหนือและข้าวเย็นใต้ นำมาบดเป็นผง ผสมกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา แล้วนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น ใช้แก้โรคผิวหนัง ผดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ โดยหัวใต้ดินนำมาต้มกับน้ำให้เด็กอาบ

การศึกษาทางเภสัชวิทยา 

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเหง้าข้าวเย็นเหนือหลายฉบับ ระบุว่าสารสกัดของเหง้า(หัว)ข้าวเย็นเหนือมีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ HIV-1 integrase ได้  และยังพบว่าสารออกฤทธิ์ที่สำคัญในเหง้าของข้าวเย็นเหนือยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี   นอกจากนี้มีรายงานการการศึกษาวิจัยโดย ใช้เหง้าของหัวข้าวเย็นเหนือเป็นตำรับยาร่วมกับหัวข้าวเย็นอีก4 ชนิด คือ P ygm a e oprem na h e rb acea (Ro xb.) M o ld., Di o s c orea m e m b ra nacea  Pierre ex Prain & Burkill.,D. birmanica Prain & Burkillและ S. glabra Roxb. เพื่อรักษาโรคมะเร็งและเอดส์อีกด้วย

การศึกษาทางพิษวิทยา 

ไม่มีข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการใช้ส่วนต่างๆของข้าวเย็นเหนือเป็นเครื่องยาสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆนั้นควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากหรือน้อยจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจำ ก่อนจะใช้ข้าวเย็นเหนือเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. แก้ว กาญจนา,2547,ตำราสมุนไพรบำบัดโรคชุดที่2สูตรลับตำรับสมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน,สํานักพิมพ์นีออนบุ๊คมีเดีย, นนทบุรี,100 น.
  2. วิทยา บุญวรพัฒน์.  “ข้าวเย็นเหนือ”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 132.
  3. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ,2549,สมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง,มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา,พิมพ์ครั้งที่2,บริษัทสามเจริญพาณิชย์, กรุงเทพฯ,228 น.
  4. ชยันต์ พิเชียรสุนทร ศุภชัย ติยวรนันท์ และ วิเชียร จีรวงศ์. คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 6 เภสัชกรรม. กทม. อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. 2555.http://thaiherbal.org/900/900
  5. เยาวพา จิระเกียรติกุล,เจิมดรุณ อุทัยแจ่มศรีผล , ภานุมาศ ฤทธิไชย.ผลของระยะเวลาเพาะเลี้ยงต่อปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระของยอดหัวข้าวเย็นเหนือ.วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่27.ฉบับที่6.พฤศจิกายน-ธันวาคม2562.หน้า1066-1077
  6. ข้าวเย็น.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phergarden.com/main.php?action=viewpage&pid=49
  7. Yuan, J.Z., Dou, D.Q., Chen, Y.J., Li, W., Kazuo, K., Tamotsu, N. and Yao, X.S.,2004,Studies   on   dihydroflavonol   glycosides from  rhizome  of Smilax  glabra,China J.Chin.Mate.Med.29: 867-870.
  8. Li, S.Y., Fuchino, H., Kawahara, N., Sekita, S. and  Satake,  M.,2002,New  phenolic constituents  from Smilax  bracteata,J. Nat. Prod. 65: 262-266.
  9. Shi-Chao,  C.,  Ying-Xiong,  Q.,  Ai-Li,  W., Cameron, K.M. and Cheng-Xin, F.,2006,A phylogenetic analysis of the Smilacaceaebased   on   morphological   data,Acta Phytotaxon. Sin. 44: 113-125.
  10. Ruangnoo, S., Jaiaree, N., Makchuchit, S., Panthong,  S.,   Thongdeeying,  P. and Itharat,  A.,2012,An in  vitroinhibitory effect    on    RAW    264.7    cells    by antiinflammatory compounds from Smilax  corbulariaKunth,Asian  Pac. J. Allergy Immunol. 30: 268-74.