พรอพอลิส

พรอพอลิส

ชื่อสามัญ  Propolis

โครงสร้างพรอพอลิส

ประเภทและข้อแตกต่าง

พรอพอลิส (propolis) หรือกาวผึ้ง เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารที่ผึ้งงานที่มี อายุ 22 วันขึ้นไปรวบรวมมาจากยางไม้ตามส่วนต่างๆ ของพืช เป็นส่วนที่แตกของเปลือกไม้ ขั้นใบไม้ ใบอ่อน หรือยางที่เคลือบอยู่ บริเวณตาใบแล้วนำมาผสมกับเอนไซม์ในน้ำลายของผึ้งที่หลั่งออกมาจากส่วนหัวและส่วนท้อง สำหรับคำว่า ”propolis” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก โดย pro หมายถึง ป้องกัน ส่วน -polis หมายถึง เมืองรวมแล้วหมายถึง ป้องกันเมือง ซึ่งคำว่าเมืองในที่นี้ก็คือรังผึ้งนั่นเองเพราะหน้าที่ที่สำคัญของพรอพอลิส สำหรับผึ้งก็คือ ใช้อุดรูรั่วที่รัง และป้องกันไม่ให้ศัตรูหรือเชื้อโรคเข้ามารุกรานในรังได้

            นอกจากนี้องค์ประกอบที่สำคัญของพรอพอลิสจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ เรซินของพืช สารหลั่งจากผึ้ง และส่วนประกอบอื่นๆ โดยสามารถแบ่งได้เป็น เรซินร้อยละ 50 ไขผึ้งร้อยละ 30 น้ำผึ้งหอมระเหยร้อยละ  10 ละอองเกสรดอกไม้ร้อยละ 5 และสารอื่นๆ ร้อยละ 5 ส่วนประเภทของพรอพอลิสนั้นจะแตกต่างกันไปตามลักษณะทางกายภาพ และองค์ประกอบทางเคมีของพรอพอลิสที่ผึ้งสร้างขึ้นตามภูมิประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด เนื่องจากชนิดของพืชที่ผึ้งเก็บยางเหนียวมาสร้างจะแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศทำให้สารเคมีที่มีอยู่ในพรอพอลิสแตกต่างกันไปด้วย และฤดูที่ผึ้งเก็บพรอพอลิสก็มีส่วนทำให้องค์ประกอบทางเคมี ลักษณะทางกายภาพและฤทธิ์ทางชีพภาพของพรอพอลิสเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งลักษณะภายนอกที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ สี เช่น พรอพอลิสที่ได้จากประเทศไทย มีลักษณะสีน้ำตาลดำ ส่วนพรอพอลิสที่ได้จากประเทศบราซิลมีหลายสีตั้งแต่สีน้ำตาล สีเขียว จนถึงสีแดง เป็นต้น  naringenin

แหล่งที่พบและแหล่งที่มา

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า พรอพอลิสเป็นสารเหนียวที่ได้จากผึ้ง  ที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางยาตั้งแต่ยุคกรีกแล้ว ซึ่งวิธีการเตรียมสารสกัดพรอพอลิส ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในตำรับยาพื้นบ้าน มีขั้นตอนง่ายๆ เริ่มจากกำจัดไขภายนอกออกด้วยการนำไปแช่น้ำเย็น จากนั้นนำมาผึ้งให้แห้งหากมีไขภายนอกไม่มากนักก็ข้ามขั้นตอนแรกไปได้ ขั้นตอนที่สอง นำพรอพอลิสไปแช่ใน 70% เอทานอล ขั้นตอนสุดท้ายนำสารสกัดที่ได้ไปกรองเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนชิ้นเล็กๆ ออกไปให้หมด ซึ่งสารกสัดที่ได้อาจเรียกว่าบาลซัม (balsam) หรืออาจจะใช้ตัวทำละลายชนิดอื่นที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกายแทนเอทอนอลก็ได้ ส่วนพรอพอลิสรูปแบบที่บริโภคได้สะดวก โดยนำพรอพอลิสที่ได้ไปทำให้แข็งตัวก่อนแล้วค่อยบดเป็นผงจากนั้นนำไปบรรจุแคปซูล หรืออาจนำไปผสมกับอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้บริโภคง่ายขึ้นก็ได้  และสำหรับองค์ประกอบทางเคมีของพรอพอลิสนั้น ส่วนใหญ่จะพบเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ได้แก่ ฟลาโวนส์ (flavones) และฟลาวาโนนส์ (flavanones) เป็นต้น เนื่องจกาพรอพอลิสได้จากพืชเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังพบอนุพันธ์ของฟลาโวนอยด์ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นไปได้เพราะสารต่างๆ ที่ผึ้งเก็บมาจากพืชอาจถูกเปลื่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีได้โดยอาศัยเอนไซม์จากน้ำลายของผึ้งระหว่างขั้นตอนการเก็บเรซินจากพืช และนอกจากสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์แล้ว ยังพบสารกลุ่มอื่น เช่น สารประกอบฟินอลิก (phenolic compounds) เอสเทอร์ (ester) คีโตน (ketone) ฟินอลิกแอลดีไฮ (pluenalic aid ehyd) สเตอรอล (sterol) และเทอร์ปีน (terpenes) เป็นต้น ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะแตกต่างกันตามชนิดของพืชในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่างกันดังตาราง

ชนิดของพรอพอลิส  ชนิดของพืชและสารสำคัญที่พบในพรอพอลิสแต่ละชนิด

พรอพอลิส ชนิดของพืช สารสำคัญ
European propolis(Poplar type) Populus Nigra Flavonoid aglycone, Phenolic acid, Phenolic ester
Brazillian propolis Baccharis dracunculiforia Prenylated derivatives ofp-coumaric acid,Prenylated derivatives of acetophenone,Dipertenes, Lignans, Flavonoid
Cuban propolis Clusia rosea Polyisoprenyted benzophenone
Taiwan propolis Not identified Prenylated flavonoid 
Japan propolis(Okinawa) Macaranga tanarius Prenylated flavonoid

พรอพอลิส

 

ปริมาณที่ควรได้รับ

สำหรับปริมาณของพรอพอลิสที่ควรบริโภคต่อวันนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์การใช้และการบริโภคที่แน่ชัดแต่อย่างใด แต่มีผลการศึกษาวิจัย เรื่องข้อมูลปริมาณการใช้พรอพอลิสในรูปแบบอาหารเสริมเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ พบว่า ในการใช้เป็นยาทาภายนอก เพื่อรักษาสิว มีวิธีการใช้ คือ ป้ายลงบนสิวโดยตรง และทิ้งไว้ประมาณ 5-15 นาที ใช้เพื่อรักษาเริมชนิดที่ทำให้เกิดแผล ใช้ทายาทาพรอพอลิส 3%  5 ครั้งต่อวัน ใช้เพื่อรักษาการกระจายของเริม ให้ทายาทาพรอพอลิส 3% ที่แผล 4 ครั้งต่อวัน  ส่วนการล้างปากหลังการศัลยกรรมช่องปาก ให้ใช้สารละลายที่มีพรอพอลิส น้ำเปล่า และแอลกอฮอล์ ส่วนการใช้รับประทานนั้น พรอพอลิสชนิดแคปซูล  ควรรับประทาน 1-2 แคปซูลต่อวัน  และสำหรับพรอพอลิสแบบออร์แกนิค และแบบผสมน้ำผึ้งสดขนาดที่ควรใช้ทั่วไปคือ รับประทานครึ่งช้อนชา สองครั้งต่อวัน ทั้งนี้ขนาดการใช้อาหารเสริมชนิดนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละราย ซึ่งปริมาณยาที่ใช้จะขึ้นอยู่กับช่วงอายุ สุขภาพและปัจจัยอื่นๆ อีกด้วย

ประโยชน์และโทษ

พรอพอลิสถูกนำมาใช้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยประเทศในแถบยุโรปและแอฟริกามีการนำพรอพอลิสมาใช้ตั้งแต่อดีต โดยนำมาใช้สมานแผลและใช้รักษาการติดเชื้อในช่องปากและลำคอ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวชาวกรีก โรมัน และอียิปต์รู้จักเป็นเวลานานแล้ว ส่วนในปัจจุบันมีการนำพรอพอลิสมาใช้เป็นสมุนไพร และในบางประเทศทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการกล่าวถึงสรรพคุณว่าสามารถใช้สมานแผล และรักษาผิวหนังต่างๆ เช่น เริม (herpes simplex) สิว (acne) และโรคสะเก็ดเงิน(psoriasis) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์เป็นยาชา (anaesthetic) และใช้รักษาโรคเหงือกอักเสบ (gingivitis) ได้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เครื่องอุปโภค บริโภค ก็มีการนำพรอพอลิสมาเป็นส่วนประกอบเช่น สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ผลิตภัณฑ์รักษาสิว หรือยาสระผล เป็นต้น

            นอกจากนี้ในทางการแพทย์ยังมีการศึกษาถึงประโยชน์ของพรอพอลิสในหลายๆ ด้าน โดยงานวิจัยบางส่วนชี้ว่าคุณสมบัติต้านเชื้อไวรัสของพรอพอลิส อาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยในการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่มีหูดจากการติดเชื้อไวรัส ส่วนสรรพคุณต้านการอักเสบก็อาจช่วยเร่งการสมานตัวของแผลได้ เช่น แผลเบาหวาน และแผลจากโรคเริม เป็นต้น ซึ่งอาจช่วยลดความเจ็บปวดจากการอักเสบต่างๆ ที่เกิดขึ้นไปในตัวด้วย

           แต่ทั้งนี้ในการใช้ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เพราะพรอพอลิสอาจมีโอกาสปนเปื้อนสิ่งต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมได้ในระหว่างการสะสมพรอพอลิสของผึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก 43 ดังนั้นการตรวจสอบการปนเปื้อนของพรอพอลิสจึงจำเป็นมากเช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ซึ่งควรตรวจสอบให้ดีก่อนนำพรอพอลิสไปใช้

การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง

มีผลการศึกษาวิจัยถึงปริมาณสารต่างๆ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพรอพอลิสที่ได้จากที่ต่างๆ ตามสภาวะและลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกันไป ดังนี้

            มีการศึกษาพบว่าพรอพอลิสในภูมิประเทศที่แตกต่างกันมีองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันด้วย คือพรอพอลิสจากประเทศไทยเขตอบอุ่น  (temperate zone) ได้แก่ประเทศในแถบเอเชีย ยุโรป แอฟริกาเหนือ และอเมริกาเหนือ เป็นต้น จะมีองค์ประกอบหลักเป็นสารประกอบฟินอลิก และอนุพันธ์เนื่องจากผึ้งจะเก็บบางเหนียวจากพืชพวก  poplar ซึ่งจะมีองค์ประกอบหลักเป็นสารดังกล่าว ส่วนพรอพอลิสจากประเทศในเขตร้อน  (tropical zone) ได้แก่ ประเทศในแถบอเมริกาใต้และแอฟริกาใต้ เป็นต้น จะมีองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างจากพรอพอลิสจากประเทศในเขตอบอุ่น เนื่องจากผึ้งไม่สามารถไปเก็บยางเหนียวจากต้น poplar ได้ เพราะพืชดังกล่าวเป็นพืชในเขตอบอุ่น พรอพอลิสจากประเทศบราซิลจากใบของ Baccharis dracunculifolia วงศ์ Compositae ซึ่งไม่ใช้พืชพวก  poplar ดังนั้นองค์ประกอบทางเคมีจึงไม่ใช้ฟลาโวนอยด์อย่างที่พบในพรอพอลิสที่ได้จากพืชพวก  poplar แต่เป็นอนุพันธ์ของสารที่มีหมู่พรีนิลมาเกาะ (prenylated derivatives) ได้แก่ prenylated p-coumaric acid และ diterpene เป็นต้น

            สำหรับพรอพอลิสจากประเทศคิวบา เป็นพรอพอลิสที่ไม่ได้มาจากพืชพวก poplar หรือ B. dracunculifolia แต่เป็นเรซินจากดอกของ Clusia rosea วงศ์ Guttiferae ทําให้สารเคมีจากพรอพอลิสของคิวบาแตกต่างจากที่กล่าวมา และสารที่สําคัญคือ สารพวก prenylated benzophenones ในส่วนพรอพอลิสที่เก็บจากประเทศไทยมีองค์ประกอบทางเคมีหลักคือฟลาโวนอยด์และสารประกอบฟินอลิก และสารสกัดพรอพอลิสไทยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อคคัสมิวแทนส์ (Streptococcus mutans) เชื้อแลคโตบาซิลัสคาเซไอ (Lactobacillus casei)  และเชื้อสแตปไฟโรค๊อดคัสออเรียส (Staphylococcus aureus) อีกทั้งยังไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์เนื้อเยื่อในของฟันมนุษย์และสามารถกระตุ้นการเพิ่มจำนวนเซลล์ได้

           นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆ ของพรอพอลิสอีกหลายฉบับ ซึ่งระบุไว้ดังนี้

           ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (Antioxidative activity) มีการศึกษาวิจัยพบว่านอกจาก สาร CAPE (Caffeic acid phenethyl oster) จะมีฤทธิ์ต้านเนื้องอกแล้วยังมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันได้ด้วย โดยสามารถยับยั้งการเกิด reactive oxygen species (ROS) ได้อย่างสมบูรณ์ด้วยความเข้มข้นเท่ากับ 10 ไมโครโมลาร์จะเห็นได้ว่าฤทธิ์ต้านออกซิเดชันน่าจะมีความสัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านเนื้องอก เนื่องจาก ROS มีส่วนเกี่ยวข้องในการเกิดมะเร็งได้โดยทำหน้าที่เป็นตัวนำรหัสลำดับที่สอง (secondary messenger) สำหรับวิถีsignal transduction ในการเกิด proliferation ของเซลล์มะเร็ง ซึ่งสารต้านออกซิเดชันจะไปลดปริมาณ ROS ลง นอกจากนี้ยังมีรายงานถึงสารชนิดอื่นๆ ในพรอพอลิส โดยได้ศึกษาฤทธิ์ต้านออกซิเดชันจากพรอพอลิสของประเทศบราซิลโดยใช้ 1,1-diphenyl-2- picrylhydrazyl (DPPH) free radical และ superoxide anion radical ในปฏิกิริยา xanthine / xanthine oxidase (XOD) และ a-nicotinamide adenine dinucleotide (NADPH) / phenazyne (PMS) โดยเทียบกันระหว่างสารสกัดเมทานอลและน้ำ พบว่าสารสกัดน้ำแสดงฤทธิ์ต้านออกซิเดชันได้ดีกว่าสารสกัดเมทานอล จากนั้นจึงนำสารสกัดน้ำไปแยกสารสำคัญได้สารที่เป็นอนุพันธ์ของ dicaffeoylquinic acid (22-25) ซึ่งสารเหล่านี้ออกฤทธิ์ต้านออกซิเดชันได้แรงกว่าสารต้านออกซิเดชัน เช่น วิตามินซี วิตามินอี และ caffeic acid เป็นต้นเมื่อทดสอบกับ DPPH และ superoxide anion radical จาก xanthine / XOD นอกจากนี้ยังแสดงฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitrite ที่เกิดจากการเหนี่ยวนำเซลล์ murine macrophages (J774.1) ด้วย lipopolysaccharide (LPS)35-37 ต่อมาได้มีรายงานการแยกสารที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่แรงกว่าวิตามินซีและวิตามินอีจากสารสกัดชั้นน้ำของพรอพอลิสของประเทศบราซิล ซึ่งสารดังกล่าวมีชื่อว่า propol  ที่เป็นสารในกลุ่มฟีนอลิก โดย propol สามารถยับยั้ง Cu2+ ที่กระตุ้นให้เกิด low density lipoprotein (LDL) oxidation ได้

           ฤทธิ์ต้านเนื้องอก (Antitumor activity) ในคุณสมบัติในด้านความเป็นพิษต่อเซลล์ (cytotoxicity) นั้น มีการค้นพบสาระสำคัญจากพรอพอลิสที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ค่อนข้างมากนั่นก็คือ CAPE (caffeic acid phan ethyl ester)  สารดังกล่าวมีสูตรโครงสร้างไม้ซับซ้อนและมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ดี โดยมีรายงานการวิจัยว่าได้มีการสกัดแยก CAPE จากพรอพอลิสของประเทศอิสราเอล พบว่าสาร CAPE ที่ได้มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหลายชนิด  โดยกลไกการออกฤทธิ์ของ CAPE  ต่อ nuclear factor ที่ชื่อ nuclear factor kappa beta (NF-kB) พบว่า CAPE จะกระตุ้นการทํางานของ NF-kB ได้โดยการยับยั้ง tumor necrosis factor (TNF) อย่างสมบูรณ์ซึ่งจะยับยั้งแบบ dose dependent และ time dependent29 ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 และ CAPE  มีผลต่อการเกิด expression ของเอนไซม์ focal adhesion kinase (FAK) โดยมีผลลดการเกิดขบวนการ tyrosine phosphoryl-ation ของเซลล์มะเร็งลําไส้ของมนุษย์ และนอกจากCAPE แล้ว ยังมีรายงานของสารชนิดอื่นที่แยกได้จากพรอพอลิสและมีคุณสมบัติที่เป็นพิษต่อเซลล์ได้แก่ สาร PMS1  , 13Z-symphyoreticulic acid , 13E-symphyoreticulic acid  และ artepillin C  เป็นต้น

           ฤทธิ์ต้านจุลชีพ (Antimicrobial activity) การศึกษาพบว่ามีรายงานจำนวนมากที่กล่าวถึงการทดสอบฤทธิ์ต้านจุลชีพของพรอพอลิสจากแหล่งต่างๆ และพรอพอลิสก็มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย รา โปรโตซัว และไวรัสได้ ซึ่งพรอโพลิสมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลชีพค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งตัวอย่างสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ได้แก่ cupressic acid , acetylcupressic acid , imbricatoloic acid , communic acid  เป็นสารในกลุ่ม labdane-type diterpenes และ syringaldehyde เป็นสารประกอบฟินอลิก ซึ่งสารทั้งหมดแยกได้จากพรอพอลิสของประเทศบราซิล มีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ได้ ส่วนสารสำคัญที่สา มารถยับยั้งเชื้อ Helicobacter pylori ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร ได้แก่ p-coumaric acid, 3-prenyl-4- dihydrocinnamolyoxycinnamic acid , และ artepillin C  เป็นต้น ซึ่งสารดังกล่าวเป็นสารประกอบฟินอลิกที่แยกได้

ตัวอย่างรายงานการวิจัยเกี่ยวกับความสามารถในการยับยั้งเชื้อจุลชีพของพรอพอลิส

           ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory activity) มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านการอักเสบของพรอพอลิส โดยได้ทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยอาศัยแบบจำลองการบวมน้ำของอุ้งเท้าหนูขาวใหญ่ที่ถูกเหนี่ยวนําด้วยคาราจีแนนพบว่าสารสกัดพรอพอลิสสามารถยับยั้งการบวมน้ำของอุ้งเท้าหนูขาวใหญ่ที่ถูกเหนี่ยวนําด้วยคาราจีแนนได้ที่ปริมาณ 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  และยังได้ศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดพรอพอลิส โดยใช้แบบจำลองการทำให้หูหนูขาวเล็ก (mice) บวมน้ำจากการเหนี่ยวนำด้วย croton oil ซึ่งเป็นน้ำมันที่สกัดจาก Croton tiglium พบว่าสารสกัดพรอพอลิสสามารถออกฤทธิ์ได้เทียบเท่ากับยา indomethacin และสำหรับการศึกษาแบบ in vivo นั้น ในปี ค.ศ. 1996 Mirzoeva และ Calder ได้นำสารสกัดเอทานอลและสารสำคัญจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพรอพอลิส ได้แก่ CAPE  (Caffeic acid phenethyl ester) , caffeic acid , quercetin  และ naringenin  มาทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยดูจากเมแทบอลิซึมของ arachidonic acid พบว่าสารสกัดเอทานอลของพรอพอลิสสามารถยับยั้ง เมแทบอลิซึมของ arachidonic acid ในวิถีlipoxygenase ระหว่างกระบวนการอักเสบได้ส่วนสารสำคัญนั้น พบว่า CAPE  ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับสารอื่นที่นำมาทดลอง

           สำหรับการศึกษาทางพิษวิทยาของพรอโพลิสนั้นได้มีการทดลองเกี่ยวกับความเป็นพิษและอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยให้หนูขาวเล็ก (mice) กินพรอพอลิสจากประเทศเกาหลี พบว่าค่า LD 50 ที่ได้มากกว่า 2000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับความเป็นพิษของพอลพอลิสในปี 1998 ซึ่งสรุปไว้ว่าพรอพอลิสไม่ค่อยเป็นพิษในปริมาณ 1,440 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันในหนูขาวเล็ก ซึ่งการทดลองนี้ทำการทดสอบกับหนูขาวเล็กจำนวน 90 ตัว

           นอกจากนนี้ยังมีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์จากกรใช้พรอพอลิสในประเทศอิตาลี โดยรวบรวมตั้งแต่เดือน เมษายน ปี ค.ศ.2002 จนถึงสิงหาคม ปี ค.ศ.2007 พบว่ามีรายงานอาการที่คาดว่าเป็นปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์จากพรอพอลิสที่รายงานมายังศูนย์เฝ้าระวังเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติของประเทศอิตาลีจำนวน 18 ราย โดยมีอาการแพ้ที่ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจจำนวน 16 ราย ส่วนอีก 2 รายเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

โครงสร้างพรอพอลิส

ข้อแนะนำและข้อควรปฏิบัติ

            ในการใช้พอลพอลิสมีข้อควรระมัดระวังในการใช้ และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ในบุคคลเหล่านี้

  1. ผู้ที่แพ้น้ำผึ้งหรือแพ้ผึ้ง ควรระมัดระวังในการใช้พรอพอลิส เป็นพิเศษเพราะอาจมีโอกาสแพ้ พรอพอลิสได้เช่นเดียวกัน เพราะพรอพอลิสมีส่วนประกอบจากไขผึ้งหรือเอนไซม์ของผึ้ง ซึ่งอาจสังเกตอาการแพ้ได้จากการมีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง
  2. ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ เพราะสารเคมีในพรอพอลิสทำให้การเป็นลิ่มเลือดช้าลง การรับประทานพรอพอลิสอาจเพิ่มความเสี่ยงในการตกเลือดหรือเลือดแข็งตัวช้าลงในผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ
  3. ผู้ป่วยโรคหืด เพราะอาจมีอาการแย่ลงหลังจากได้รับสารนี้
  4. ผู้ที่มีประวัติแพ้ละอองเกสร เพราะพรอพอลิสอาจมีละอองเกสรเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพได้หลังการใช้

อ้างอิงพรอพอลิส

  1. ศิริวรรณ  อธิคมกุลชัย.พรอพอลิส:ของขวัญจากธรรมชาติ.วารสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพปีที่3.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม2551.หน้า256-295
  2. อัฏฐพร  ปรึกษากรและคณะ.ผลของสารสกัดหยาบพรอพอลิสไทยต่อการคงสภาพความมีชีวิตของเซลล์เอ็นยึดปริทันต์ของฟันมนุษย์.การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยบัณฑิตศึกษา ระดับชาติและนานาชาติ 2559.15มกราคม2559.ณ.อาคารพจน์สารส์น.มหาวิทยาลัยขอนแก่น.10หน้า
  3. ภัทราเพช พูกคล้าย.ญญรัตน์ เชื้อสะอาด.การศึกษาคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระในพรอพอลิส รายงานการศึกษาวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ 2553.215หน้า
  4. Propolis สารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จกาhttp://www.pobpad.com
  5. พัทยา พรหมมิ และ สุพรรณี รักษาพล. 2549. การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระของพรอพอลิส. แพร่ :วิทยานิพนธ์ปริญญาตรี, มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ.
  6. Sosa S, Baricevis D, Cinco M, Padovan D, Tubaro A, Della LR. Preliminary investigation on the antiinflammatory and anti-microbial activities of propolis. Pharmaceut PharmacolLett 1997;7:168-171.
  7. Bankova V, Christov R, Kujumgiev A, Macucci MC, Popov S. Chemical composition and antibacterial activity of Brazilian propolis. Z Naturforsch 1995;50:167-172.
  8. Matsuno T. A new clerodane diterpenoid isolated from propolis. Z Naturforsch 1995;50:93-97.
  9. Monti M, Berti E, Carminati G, Cusini M. Occupational and cosmetic dermatitis from propolis. Contact Dermat 1983; 9:163.
  10. Marcucci MC, Bankova VS. Chemical composition, plant origin and biological activity of Brazillian propolis. Curr Top Phytochem 1999;2:115-123
  11. Menniti-Ippolito F, Mazzanti G, Vitalone A, Firenzuoli F, Santuccio C. Surveillance of suspected adverse reactions to natural health products: the case of propolis. Drug Saf 2008;31(5):419-423
  12. Ghisalberti EL. Propolis: a review. Bee World 1979;60: 59-84.
  13. Burdock GA. Review of the biological properties and toxicity of bee propolis. Food Chem Toxicol 1998;36: 347-363
  14. Weyant MJ, Carothers AM, Bertagnolli ME, Bertagnolli MM. Colon cancer chemopreventive drugs modulate integrin-mediated signaling pathways. Clin Cancer Res 2000;6:949-956.
  15. Bankova V, Boudourova KB, Popov S, Sforcin M, Funari SRC. Seasonal variations of the chemical composition of Brazillian propolis. Apidologie 1998;29:361-367.
  16. Chaipanha P. Effect of Thai propolis crude extracts on the cytotoxicity and proliferation of human dental pulp cells, in vitro [Master Thesis in Restorative Dentistry]. Khon Kaen: The Graduate School, Khon Kaen University; 2013 [in Thai].
  17. Matsushige K, Basnet P, Kadota S, Namba T. Potent free radical scavenging activity of dicaffeoyl quinic acid derivatives from propolis. J Trad Med 1996;13:217-228.
  18. Macucci MC. Propolis: chemical composition, biological properties and therapeutic activity. Apidologie 1995; 26:83-99.
  19. Park YK, Alencar SM, Aguiar CL. Botanical origin and chemical composition of Brazilian propolis. J Agric Food Chem 2002;50:2502-2506.
  20. Siripatrawan U, Vitchayakitti W, Sanguandeekul R. Antioxidant and antimicrobial properties of Thai propolis extracted using ethanol aqueous solution. Int J Food SCi Tech 2013; 48: 22-27.
  21. Mirzoeva OK, Calder PC. The effect of propolis and its components on eicosanoid production during inflammatory response. Prostaglandins, Leukotrienes Essent Fatty Acids 1996;55:441-449.
  22. Hashimoto T, Aga H, Tabuchi A, et al. Anti-Helicobacter pylori compounds in Brazilian propolis. Nat Med 1998; 52:518-520.
  23. Bankova VS, Popov SS, Marekov NL. A study on flavonoids of propolis. J Nat Prod 1983;46:471-474.
  24. Cirasino L, Pisati A, Fasani F. Contact dermatitis from propolis. Contact Dermat 1987;16:110-111.
  25. Park EH, Kim SH, Park SS. Anti-inflammatory activity of propolis. Arch Pharmacol 1996;19:337-341.
  26. Natarajan K, Singh S, Burke TR, Grunberger D, Aggarwal BB. Caffeic acid phenethyl ester is a potent and specific inhibitor of activation on nuclear transcription factor NF-kB. Proc Natl Acad Sci USA 1996;93:9090-9095.
  27. Cuesta RO, Frontana UBA, Ramirez AT, Cardenas J. Polyisoprenylated benzophenones in Cuban propolis; biological activity of nemorosone. Z Naturforsch 2002; 57c:372-378.
  28. Athikomkulchai S, Awale S, Ruangrungsi N, Ruchirawat S, Kadota S. Chemical constituents of Thai propolis. Fitoterapia 2013; 88: 96-100.
  29. Dobrowolski JW, Vohara SB, Sharma K, et al. Antibacterial, antifungal, antiamoebic, anti-inflammatory and antipyretic studies on propolis bee products. J Ethnopharmacol 1991;35:77-82.
  30. Grunberger D, Bannerjee R, Eisinger K, et al. Referential cytotoxicity on tumor cells by caffeic acid phenethyl ester isolated from propolis. Experientia 1988;44:230-232.
  31. Greenaway W, May J, Scaybrook T, Whatley FR. Identification by gas chromatography-mass spectrometry of 150 compounds in propolis. Z Naturforsch 1991; 46c:111-121.