โมก ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย
โมก งานวิจัยและสรรพคุณ 24 ข้อ
ชื่อสมุนไพร โมก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น โมกบ้าน , โมกลา , โมกซ้อน ,โมกกอ (ภาคกลาง,ทั่วไป) , หลักป่า(ภาคตะวันออก,ปิดจงวา(เขมร)
ชื่อวิทยาศาสตร์Wrightia religiosa (Teijsm & Binn) Benth. Ex Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Wrightia religiosa (Teijsm. & Binn) Hook. F., Echites religosus Tejism & Binn.
ชื่อสามัญWater jasmine , Wild water plum
วงศ์APOCYNACEAE
ถิ่นกำเนิด โมกจัดเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นในไทย ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม สำหรับในประเทศไทย ถือเป็นพันธุ์ไม้ดั้งเดิมที่พบได้ตามธรรมชาติบริเวณป่าดงดิบ ป่าละเมาะที่มีความชุ่มชื้นค่อนข้างสูงในทุกภาคในอดีตมีการบรรยายลักษณะของต้นโมกในหนังสืออักขราภิธานศรันท์ของหมอปรัตเล เมื่อปี พ.ศ.2416 ซึ่งได้บรรยายว่า “โมกเป็นต้นไม้อย่างหนึ่ง มีดอกหอม คนมักปลูกไว้ริมเรือนชุมนั้น”
ประโยชน์/สรรพคุณ คนไทยตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันนิยมปลูกต้นโมกเป็นไม้ประดับทั่วไป โดยมักนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านเรือน วัด ตามสถานที่สำคัญ สวนสาธารณะ หรือตามอาคารสถาที่ต่างๆ เนื่องจากมีใบที่ดกเป็นพุ่มสวยงาม ดอกมีสีขาวห้อยลง และมีกลิ่นหอม ดูสวยแปลกตา และยังสามารถตัดแต่งให้เป็นรูปทางที่สวยงามได้ตามต้องการ ดังนั้นในปัจจุบันจึงมักพบการนำโมกมาใช้ปลูกเลี้ยงเป็นต้นไม้แคระหรือบอนไซกันมาก สำหรับสรรพคุณทางยาของโมกนั้นตามตำรายาไทย และตำรายาพื้นบ้านของไทยได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ดังนี้
- ใบใช้ขับน้ำเหลือง
- เปลือกต้นใช้แก้โรคไต ช่วยทำให้เจริญอาหาร
- ยางจากต้นใช้แก้โรคบิดที่มีอาการเลือดออก ใช้ถอนพิษสัตว์ แก้แมลงกัดต่อย
- ดอกเป็นยาระบาย
- รากและเปลือกต้นใช้ ปิดธาตุอาเจียน แก้ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน ใช้ล้างแผล แก้บิด และแก้ท้องเสีย
- รากโมก รสเมามัน ใช้แก้โรคผิวหนัง โรคเรื้อน ดุตทะราด ผิวหนังอักเสบ
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้
- ใช้ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคไต โดยใช้เปลือกต้นต้มกับน้ำดื่ม
- ใช้ขับน้ำใช้เหลือง โดยนำใบมาต้มกับน้ำดื่ม
- ใช้แก้โรคบิดที่มีอาการเลือดออก โดยนำยางจากต้นมาชงกับน้ำอุ่นดื่ม
- ใช้เป็นยาระบาย โดยนำดอกมาตากแห้งชงกับน้ำร้อนดื่ม
- ใช้แก้อาเจียน แก้ลำไส้อักเสบ แก้บิด ท้องเสีย โดยนำรากและเปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม
- ใช้ถอนพิษจากสัตว์ แก้แมลงกัดต่อย โดยนำยางจากต้นมาทาบริเวณที่เป็น
- ใช้รักษาโรคผิวหนังจำพวกโรคเรื้อน และคุตทะราด แก้ผิวหนังอักเสบ โดยนำรากมาปรุงเป็นยา
ลักษณะทั่วไป โมกจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลางเรือนยอดแผ่กว้าง ไม่ผลัดใบ มีความสูงของต้น 1-3 เมตร ลำต้นกลมเปลือกต้นเรียบเกลี้ยงเป็นสีน้ำตาลเข้ม และมีจุดเล็กๆ สีขาวประอยู่ทั่วไป และมักแตกกิ่งก้านในระดับต่ำไกล้ผิวดิน จำนวนมาก ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ บริเวณแขนงกิ่งใบมีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ใบมีขนาดกว้าง 0.8-2.5 เซนติเมตร ยาว 1.5-7.8 เซนติเมตร โคนใบสอบมนเข้าหากัน ปลายสอบแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างบาง ใบมีสีเขียวหลังใบ และท้องใบเรียบ มีก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อสั้นๆบริเวณซอกใบ และปลายกิ่ง โดยใน 1 ช่อดอกจะมีดอกย่อย 4-8 ดอก ซึ่งดอกย่อยจะมีกลีบดอก 5-16 กลีบลักษณะกลีบดอกเป็นรูปไข่สีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาว 0.5 มิลลิเมตร โคนดอกย่อยนี้จะมีทั้งดอกชั้นเดียวที่เรียกว่า “โมกลา” และขนิดที่มีกลีบดอกเรียงซ้อนกันเรียกว่า ”โมกซ้อน” และจะมีกลิ่นหอมเย็น (ตอนค่ำจะมีกลิ่นหอมแรงกว่าตอนกลางวัน) บริเวณกลางดอกมีเกสรติดกับหลอด ท่อดอก ก้านชูดอกยาวเป็นเส้นเล็ก เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงมีสีเขียว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม ผลออกเป็นฝักคู่ บริเวณโคนฝักจะเชื่อมติดกัน ผิวฝักเรียบปลายฝักแหลม ฝักมีขนาดความยาว 5-6.5 นิ้ว เมื่อฝักแก่ตะเข็บฝักจะแตกออกเป็น 2 ซีก ภายในฝักมีเมล็ดรูปกระสวยจำนวนมาก ที่บริเวณปลายเมล็ดมีขนปุยสีขาว ช่วยทำให้ปลิวลมไปได้ไกลๆ เพื่อช่วยในการแพร่พันธุ์
การขยายพันธุ์ โมกสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด การปักชำ และการตอนกิ่ง แต่วิธีที่เป็นที่นิยมและได้ผลดีในปัจจุบัน คือ การปักชำ โดยการปักชำนั้นสามารถทำได้โดยการตัดกิ่งที่สมบูรณ์จากนั้นนำเอาไปปักชำไว้ในดินที่ไม่อุ้มน้ำมากเกินไป และกิ่งที่ปักชำนั้นต้องโดนแดดส่องถึงเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต (แต่ต้องไม่โดนแดดจัดมากเกินไป) เมื่อกิ่งพันธุ์ติดดีแล้ว และสามารถนำไปปลูกได้แล้วจึงนำไปปลูกยังที่ที่ต้องการ โดยการปลูกมี 2 วิธี คือ
- การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ซึ่งต้องขุดหลุมขนาด 30x30x30 เซนติเมตร จากนั้นใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักผสมกับดินร่วน อัตรา 1:2 เป็นดินปลูก
- การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน โดยควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12-18 นิ้ว จากนั้นผสมดินปลูกโดยใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ขุยมะพร้าวและดินร่วนในอัตรา 1:1:1 เมื่อต้นพันธุ์โตในระดับหนึ่ง ก็ควรเปลี่ยนกระถางบ้างซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่มและการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม และควรเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินเดิมที่เสื่อมสภาพไป
องค์ประกอบทางเคมี มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากส่วนต่างๆ ของโมกระบุว่า พบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิด เช่น สารสกัดจากใบ, เปลือก และยางของโมก พบสารกลุ่มอินโดลิกและโพลีฟีนอล ได้แก่ 3-indole D-apio-B-D-furanosyl-(1→6)-B-D-glucopyranoside.benzouracil, blepharin, blepharigenin , 4-pinoresinol D-apio-ß-D-furanosyl-(1→2)-B-D-glucopyranoside, 3,4-Seco-lup-20(29)-en-3-oic acid, lupeol, stigmasterol.campesterol, indigotin, indirubin, tryptanthrin, isatin, anthranillate, triacontanolส่วนสารสกัดจากส่วนของใบ, เปลือก และผักของโมก ก็พบสารหลายชนิด เช่น ᵦ-caryophyllene , mome inostrol.neophytadiene, eicosanoic acid, 8,11,14-Eicosatrienoic acid. phytol , squalene, y-tocopherol และ B-sitosterol เป็นต้น
การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยา มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากส่วนต่างๆ ของโมก ระบุว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการดังนี้
ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีรายงานการศึกษาวิจัยฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ของสารสกัดจากส่วนเหนือดินของโมกในหนูทดลอง ที่ชักนำให้เกิดภาวะเบาหวานโดย alloxan พบว่าสารสกัดดังกล่าวสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ
ฤทธิ์ด้านการอักเสบและบรรเทาอาการเจ็บปวด มีรายงานการศึกษาวิจัยระบุว่าสารสกัดจากทุกส่วนของโมก แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาปวดได้ดี ในแบบทดสอบหลายแบบในสัตว์ทดลอง เช่น การซักนำให้เกิดการอักเสบโดย carrageenan-induced paw edema และhot-plate test
ส่วนอีกรายงานหนึ่งระบุว่าสารสถัดน้ำ:เมทานอล (2:3) ของเมล็ดโมกหลวง (สารในกลุ่มฟินอลและฟลาวโวนอยด์) เมื่อนำมาทดสอบในหนูแรทที่มีระดับ น้ำตาลในเลือดปกติ พบว่าสารสกัดเมล็ดโมกหลวงสามารถด้านการทำงานเอนไฮม์ alpha-glucosidase จากลำไส้เล็ก โดยที่ค่าความเข้มขันที่ยับยั้งได้ครึ่งหนึ่ง (ICso) มีค่าเท่ากับ 0.52 มก./มล. และสารสกัดเมล็กโมกหลวงขนาด 200, 400 และ 800 มก./กก. ยังสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทได้เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ไม่มีความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือด (acarbose 3 มก./กก.) นอกจากนี้การ ศึกษาด้านความปลอดภัยของสารสกัดนี้พบว่าสามารถใช้ได้ถึง 6.4 กรัม/กก. น้ำหนักตัว จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าสารสกัดเมล็ดโมกหลวงสามารถด้านการดูดซึมแป้งในลำไส้เล็ก ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-glucosidase ทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติได้
ฤทธิ์ด้านเชื้อรา มีรายงานการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองเกี่ยวกับสาร Indirubin ซึ่งเป็นหนึ่งในสารที่สกัดได้จากส่วนใบของโมก พบว่าสารดังกล่าวแสดง กิจกรรมด้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง (dermatophytes) เช่นชนิด Trichophyton rubrum และ Epidermophyton floccosum ในการทดสอบ โดยมีค่า MIC (minimum inhibitory concentration) อยู่ในช่วงต่ำ (MIC 6.25-50 t8/ml) ซึ่งบ่งชี้ว่าสาร Indirubin มีประสิทธิภาพสูงในการออกฤทธิ์
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีรายงานการทดสอบฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระของสกัดจากใบโมก พบว่าสารกลุ่ม flavone Blycoside ที่พบในสารสกัด มีฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระ ในการทดสอบแบบ DPPH test (มีค่า=29.34%) โดยสารกลุ่มดังกล่าวมีฤทธิ์ในการลด oxidative stress ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งระบุว่าได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของยางโมกในการยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2 (PGE2) และ cyclooxygenase-s (COX-2/โนเซลล์ RAW 264.7 modse macrophage โดยการทดลองเริ่มจากการเตรียมยางโมกและโมกบ้านแห้งก่อนใช้งานและเตรียมเซลล์ด้วย LPS พร้อมกับการเดิมยางโมกและโมกบ้าน ในความเข้มข้นต่าง 1 (10,25 และ 100 (g/mL) ลงไปทันที กลุ่มที่สอง กระดุนเซลล์ด้วย LPS 1 ชั่วโมง ก่อนเดิมยางโมกและโมกบ้านความเข้มข้นต่าง ๆ (10, 25 และ 100 cg/mL) จากนั้นตรวจรัดปริมาณของ PGE2 และ COX-2 โดยอาศัยเทคนิค enzymelinked-immunosorbent assay (ELISA) และ wester blotting analysis ตามลำดับ ผลการทดลองพบว่า ยางโมกสามารถยับยั้งการสร้าง PGE2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ซึ่งฤทธิ์ในการยับยั้ง PGE2 จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของยางโมกขึ้น ในขณะที่ปริมาณของเอนไซม์ COX-2 ก็ลดลงเช่นเดียวกัน ในระดับ PGE2 ที่ลดลงเป็นผลมาจากการอับยั้งการสร้าง COX-2 ส่วนผลการทดสอบฤทธิ์ของยางโมกบ้าน สามารถยับยั้งการสร้าง PGE2 เช่นกัน ยกเว้นในกลุ่มที่กระตุ้นเซลล์ด้วย LPS
ฤทธิ์ปกป้องตับ มีรายงานระบุว่าสารสกัดจากส่วนเหนือดินของโมก มีฤทธิ์ปกป้องดับในสัตว์ทดลอง ในการทดสอบแบบ hepatotoxicity (เช่น CCI4-induced) โดยแสดงการลด ALT/AST และปรับปรุงการทำงานของตับ ซึ่งมีการคาดว่าอาจมีฤทธิ์ปกป้องเนื้อเยื่อตับ
การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยา ไม่มีข้อมูล
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง สำหรับการใช้โมกเป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคนั้น การระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยการใช้ในขนาด/ปริมาณที่เหมาะสมที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้
อ้างอิง โมก
- ดร.นิจศิริ เรืองรังสี,ธวัชชัย มังคละคุปต์,โมกบ้าน (Mok Bann) หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม1.หน้า247
- เดชา ศิริภัทร.โมก,ความหอมและมงคลนามแห่งความหลุดพ้น,คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่271.พฤศจิกายน2544.
- พัฒน์ พิซาน.2550.สุดยอดไม้ประดับ.ไม้ดอกหอม,ไทยควอลิตี้บุ๊คล์.กรุงเทพมหานคร.
- ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม,โมกบ้าน,หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย.ฉบับพิมพ์ครั้งที่5.หน้า649-650.
- จุฑารัตน์ จิตติมณี,(2552)การศึกษาฤทธิ์ในการต้านการอักเสบของยางโมก (Wrightia pubescens) และโมกบ้าน (Wrightia religiosa) ใน RAW 264.7 movse macrophages. วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุขมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.อุบลราชธานี
- ฤทธิ์ของสารสกัดเมล็ดโมกหลวงในการต้านการทำงานของเอนไซม์ alpha-glucosidase และลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ,ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
- Pharmacognosy Reviews. (2014). A review on phytochemical, pharmacological, and pharmacognostical profile of Wrightia tinctoria. 8(15), 36–44.
- Sangeetha, S., Akhil Hari, P., Sijo Pattam, & Nihal, P. (2021). An updated review on Wrightia tinctoria (Roxb.) R Br. Journal of Pharmaceutical Research International, 33(56A), 234–244.
- GC-MS Analysis and antioxidant activity study of Wrightia tinctoria. (2021). Journal of Pharmacognosy & Phytochemistry.
- Traxler, F. et al. (2021). Specialized plant metabolites from indolic and polyphenolic biosynthetic pathways in Wrightia religiosa (Teijsm. & Binn.) Benth. (Apocynaceae). ScienceDirect.
- Ponnusamy, K., et al. (2010). In vitro antifungal activity of indirubin isolated from Wrightia tinctoria. Journal of Ethnopharmacology.
