หิ่งเม่น ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

หิ่งเม่น งานวิจัยและสรรพคุณ 11 ข้อ

ชื่อสมุนไพร หิ่งเม่น

ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ฮ่งหาย (ภาคกลาง,ภาคใต้),หิ่งเม่นดอย,หิ่งดง,หิ่งหายผี(ภาคเหนือ),หิ่งห้อย(ภาคอีสาน),คนป่า,หิ่งหก,สามใบเถา (ภาคกลาง)

ชื่อวิทยาศาสตร์Crotalaria pallida Aiton

ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Crotalaria mucronate Desv

วงศ์LEGUMINOSEAE-PAPILIONOIDEAE

ถิ่นกำเนิด หิ่งเม่นจัดเป็นพืชในวงศ์ถั่ว (LEGOMINOSEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมบริเวณเขตร้อนของทวีปแอฟริกา จากนั้นจึงได้กระจายตัวไปยังเขตร้อนถึงเขตกึ่งร้อนต่างๆ ของโลก ในทวีปเอเชียพบได้ตามเขตร้อนแนวเส้นศูนย์สูตร เช่นใน อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา สำหรับในประเทศพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศบริเวณ สองข้างทางที่รกร้างว่างเปล่า ป่าผลัดใบ และป่าละเมาะ ที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลจนถึง 1500 เมตร

ประโยชน์/สรรพคุณ  ในปัจจุบันมีการนำหิ่งเม่นมาปลูกเพื่อเป็นแห่งของอาหารสัตว์ตามธรรมชาติ ของสัตว์กินพืชต่างๆ เช่น โค กระบือ แพะ แกะ ม้า ฯลฯ โดยยอดอ่อน ใบ และก้านใบ ในระยะเริ่มมีดอก จะมีเยื่องส่วน ADF 38.6% , NDF 47.67% ลิกนิน 15.11% โปรตีน 23.94% ไขมัน 2.65%  เถ้า 2.65% นอกจากนี้ต้นหิ่งเม่นยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นปุ๋ยพืชสดได้ดีอีกด้วย สำหรับสรรพคุณทางยาของหิ่งเม่นนั้น ตามตำรายาพื้นบ้านทางภาคเหนือได้ระบุถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า

  • ราก ใช้กระตุ้นกำหนัด บำรุงไต แก้อาเจียน แก้อาเจียนเป็นเลือด ลดบวม ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ บำรุงอสุจิ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
  • ใบและทั้งต้น ใช้ถอนพิษเบื่อเมา แก้ไข้ แก้ไอ หอบหืด ขับเหงื่อ ขับระดูในสตรี แก้ฟกช้ำบวม

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

  • ใช้เป็นยาแก้อาเจียน แก้อาเจียนเป็นเลือด โดยนำรากหิ่งเม่น นำมาฝนกับน้ำกินครั้งละ 1 ถ้วยตะไล
  • ใช้บำรุงไต กระตุ้นกำหนัด บำรุงอสุจิ ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ลดบวม แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ โดยนำรากหิ่งเม่นมาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้ถอนพิษเบื่อเมา แก้ไข้ แก้ไอ แก้หอบหืด ขับเหงื่อ ขับระดูในสตรี โดยนำลำต้นและใบมาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ โดยนำรากหิ่งเม่นผสมกับรากเจตมูลเพลิงแดง รากละหุ่งแดง รากเจตพังคี รากมหาก่าน รากหิ่งหายผี เปลือกต้นหรือรากเดื่อหว้า หัวกระชาย หัวกำบัง เหง้าว่านน้ำ ผลยี่หร่า ต้นพิศนาต เมล็ดเทียนคำหลวง วุ้นว่านหางจระเข้ และเทียนทั้งห้า ในปริมาณเท่า ๆ กัน แล้วนำมาบดให้เป็นผง ผสมกับน้ำมะนาวและเกลือเล็กน้อย ใช้กิน

ลักษณะทั่วไป หิ่งเม่นจัดเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี แตกกิ่งก้านย่อยในระดับต่ำดูไม่ค่อยเป็นระเบียบ ลำต้นมีขนาดเล็กตั้งตรงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร สูง 1-1.5 เมตร บริเวณลำต้นและกิ่งก้านมีขนละเอียดขึ้นปกคลุมทั่วไป ลำต้นเป็นสีเขียวอ่อนและจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มเมื่อมีอายุมากขึ้น  ใบเป็นใบประกอบออกแบบเรียงสลับบนกิ่งตั้งแต่โคนกิ่งจนถึงปลายมีก้านช่อใบยาว 3-5 เซนติเมตร ช่อใบประกอบไปด้วยใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยตรงกลางเป็นรูป รูปไข่กลับ หรือรูปรีโคนใบสอบ ปลายใบมนหรือโค้งเว้าบริเวณปลายยอดมีติ่งเป็นเส้นสั้น ๆ ขอบใบหยักแบบขนครุย ผิวใบค่อนข้างนุ่มหลังใบเกลี้ยงเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียวอ่อนมีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น เส้นใบปลายโค้งจรดกัน ส่วนใบย่อยด้านข้างจะมีขนาดเล็กกว่า โดยมีขนาดกว้าง 1.5-3.5 เซนติเมตร ยาว 3.5-7.5 เซนติเมตร หูใบแหลม เล็กสั้นมีม่วงแดงและมีก้านใบยาว 2-2.5 มิลลิเมตร ดอกออกเป็นช่อกระจะบริเวณปลายกิ่ง โดยช่อดอกมักชูขึ้น ช่อดอกยาว 12-20 เซนติเมตร ใน 1 ช่อดอกจะมีดอกย่อย 27-44 ดอก ซึ่งดอกย่อยจะเป็นดอกเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามบนแกนช่อดอก ก้านช่อดอกจะยาว 2-2.5 มิลลิเมตร มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว เมื่อดอกบานจะมีขนาดกว้าง 1.5-1.8 เซนติเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบบนเป็นรูปไข่ปลายมน ส่วนกลีบด้านข้างจะมีลักษณะรูปขอบขนานคล้ายปีก ส่วนกลีบล่างเชื่อมกันเป็นรูปท้องเรือ ปลายแหลมโค้ง กลีบดอกด้านในเป็นสีเหลืองเข้ม ส่วนด้านนอกเป็นสีเหลืองมีลายเส้นสีแดงเข้มพาดตามยาว กลางดอกมีเกสรเพศผู้เป็นมัด 10 อัน อับเรณูเป็นสีส้ม ผลออกเป็นฝักมีลักษณะรูปทรงกระบอก โค้งงอเล็กน้อย ปลายยอดฝักมีติ่งเป็นเส้นยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร มีฝัก 7-16 ฝัก โดยฝักจะมีขนาดกว้าง 0.5-0.7 เซนติเมตร 3-9.5 เซนติเมตร ผิวฝักขนขึ้นปกคลุม ฝักอ่อนเป็นสีแดง เมื่อแก่จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เมื่อฝักแก่จะแตกออก ภายในฝักมีเมล็ดรูปไตสีน้ำตาล ผิวเกลี้ยงเป็นมัน ขนาด 2-4 มิลลิเมตร จำนวนมาก (ประมาณ 56-58 เมล็ด)

การขยายพันธุ์ หิ่งเม่นสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดโดยหิ่งเม่นเป็นพืชที่สามารถขยายพันธุ์ได้ง่าย และมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้งได้ดี ในธรรมชาติหิ่งเม่นอาศัยการแตกของฝักเพื่อให้เมล็ดร่วงลงสู่พื้นดินงอก เป็นต้นใหม่ แต่ในปัจจุบันได้เริ่มมีการนำเมล็ดหิ่งเม่นมาหว่าน เพื่อนำมาปลูกเป็นพืชอาหารสัตว์กันบ้างแล้ว สำหรับวิธีการปลูกหิ่งเม่นนั้นสามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับการปลูกพืชใมนวงศ์ถั่ว อื่นๆ ตามที่ได้กล่าวถึงมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้

องค์ประกอบทางเคมี มีรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากส่วน ดอก เมล็ด ใบ และเปลือกต้น พบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญในกลุ่มต่างๆดังนี้

            สารกลุ่ม Pyrrolizidine Alkaloids เช่น usaramine , usaramine-N-oxide , monocrotaline, crotaleschenine, integerrimine  สารกลุ่ม Alkaloids เช่น cropallins A-B  สารกลุ่ม Flavonoids เช่น cropalliflavones A–C  สารกลุ่ม Pterocarpanoid เช่น crotafuran A,B,E  และสารกลุ่ม Fatty acids เช่น linolenic acid และ palmitic acid เป็นต้น ส่วนอีกการศึกษาหนึ่งระบุว่าจากการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากส่วน ใบของหิ่งเม่น พบสาร Nitrocyclopentane, Methanone, Ethyl Palmiate, 3,7,11,15-Tetramethyl-2-Hexadecen-1-ol, 9,12-Octadecadienoic Acid.9,12,15-0ctadecatrienoate และ Octadecanoic Acid เป็นต้น

 

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยา มีรายงานการศึกษาวิจัยในหลอดทดลอง(in vitro)และในสัตว์ทดลอง(in vivo)ของสารสกัดจากส่วนต่างๆของหิ่งเม่น ระบุว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายประการ เช่น     ฤทธิ์ต้านการอักเสบและลดปวด (Anti-inflammatory & Anti-nociceptive)มีรายงานการศึกษาวิจัยสารสกัดเอธานอลจากส่วนใบของหิ่งเม่น ระบุว่าเมื่อป้อนสารสกัดดังกล่าวให้แก่หนูทดลองที่ถูกชักนำให้เกิดการอักเสบด้วยคาร์ราจีแนน (carrageenan) พบว่าสามารถลดการตอบสนองต่อความเจ็บปวดในหนูทดลอง และยับยั้งการเกิดการอักเสบบวมของอวัยวะหนูทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญ     ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย (Antibacterial)มีรายงานการทดสอบฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของสารสกัดเอธานอลจากส่วนใบของหิ่งเม่น พบว่าสารสกัดดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด โดยออกฤทธิ์ได้ดีต่อเชื้อ Vibrio cholera และ Shigella spp.  ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากส่วนใบมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบอีกด้วย       ฤทธิ์ขับพยาธิ (Anthelmintic) มีรายงานการศึกษาวิจัยสารสกัดเอธานอลจากส่วนใบของหิ่งเม่นในหลอดทดลอง พบว่าสามารถลดเวลาในการเป็นอัมพาตและตายของพยาธิเมื่อเทียบกับยาฆ่าพยาธิมาตรฐาน albendazole       ฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง (Anti-proliferative cancer) มีรายงานการศึกษาระบุว่าสาร Cropalliflavone B ที่พบในสารสกัดจากส่วนเหนือดินขิงหิ่งเม่น แสดงผลต้านการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม(breast cancer) MCF-7 อย่างมีนัยสำคัญโดยมีค่าIC₅₀= 6.77 μM   

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาผลของสารสกัดจากส่วนใบหิ่งเม่นต่อน้ำหนักและเนื้อเยื่อมดลูกและผลต่อไขมันในซีรัมของหนูตัดรังไข่ โดยใช้หนูขาวสายพันธุ์ Sprague Dawley ที่ถูกตัดรังไข่ โดยให้รับสารสกัดจากใบหิ่งเม่น ที่ปริมาณแตกต่างกันคือ 250 และ 500 มก./กก.น้ำหนักตัว ติดต่อกันเป็นเวลา 14 วัน พบว่าสารสกัดจากใบหิ่งเม่นทั้งสองปริมาณไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักของมดลูกเมื่อเปรียบเทียบกับหนูปกติ และหนูตัดรังไข่ที่ได้รับ 17α-Ethyl Estradiol ได้ ส่วนด้านการศึกษาจุลกายวิภาคของเนื้อเยื่อมดลูก พบว่าหนูตัดรังไข่ที่ได้รับสารสกัดจากใบหิ่งเม่นทั้งสองปริมาณ ไม่มีการเพิ่มการแบ่งเซลล์เยื่อบุผิวของชั้น Endometium อย่างไรก็ตามสารสกัดจากใบหิ่งเม่นที่ปริมาณ 500 มก./กก.น้ำหนักตัวสามารถทำให้ระดับ Low-Density Lipoprotein ลดลงจากกลุ่มหนูที่ถูกตัดร่งไข่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ซึ่งจากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า สารสกัดจากใบหิ่งเม่นมีผลลดระดับไขมัน Low-Density Lipoprotein ของหนูตัดรังไข่ได้

การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยา มีการศึกษาวิจัยรายงานว่าเมล็ดและดอกของหิ่งเม่นเป็นส่วนที่พบสารกลุ่ม Pyrrolizidine alkaloids  เช่น monocrotaline, crotaleschenine, integerrimine, usaramine และ N-oxides ซึ่งมีรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าสามารถทำให้เกิดภาวะเป็นพิษในสัตว์ เช่น ไก่และแพะ รวมทั้งอาจทำให้มีอาการเลือดออก ภาวะตับผิดปกติ และยังสามารถถ่ายทอดสารเหล่านี้ไปยังไข่ได้อีกด้วย 

ส่วนการศึกษาวิจัยในเซลล์มนุษย์มีรายงานการศึกษาวิจัยระบุว่าสารกลุ่ม Pyrrolizidine alkaloids ซึ่งเป็นสารประกอบที่พบในหิ่งเม่น มีทั้งคุณสมบัติทางเภสัชกรรมและความเป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์ซึ่งในแง่ความเป็นพิษนั้น พบว่าสารในกลุ่ม 1,2-dehydropyrrolizidine alkaloids จะถูกเปลี่ยนโดยระบบเอนไซม์ CYP450 ในตับให้เป็นสารพิษที่จับกับ DNA และโปรตีน ทำให้เกิดพิษตับและอาจนำไปสู่โรคตับ Veno-occlusive (VOD)

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง  สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้หิ่งเม่นเป็นยาสมุนไพรในรูปแบบการรับประทาน เนื่องจากมีสรรพคุณขับระดูในสตรี ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแท้งบุตรได้ สำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติทั่วไปในการใช้หิ่งเม่นเป็นสมุนไพรควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาด/ปริมาณที่เหมาะสมที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไปหรือใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้  นอกจากนี้สารในกลุ่ม Pyrrolizidine alkaloids ที่พบในส่วนเมล็ดและดอกของหิ่งเม่นซึ่งมีความเป็นพิษที่มีลักษณะ สะสมในตับ อาจก่อให้เกิดพิษทางตับเรื้อรัง พิษทางพันธุกรรมและอาจเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อรับประทานเป็นเวลานาน 

อ้างอิงหิ่งเม่น

  1. นิจศิริ เรืองรังบี และพยอม ตันติวัฒน์. 2534. พีชสมุนไพร. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.
  1. หิ่งเม่น,หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา,ภาควิชาเภสัชพฤกศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า84.
  2. มัณฑนา นวลเจริญ. พรรณไม้ป่าชายหาด. ปทุมธานี. สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2552 หน้า 174
  3. จิตติพร ทรรศนียากร. 2543. ความหลากหลายของพืชล้มลุกวงศ์ Papilionaceae ในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาชีววิทยา บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  4. วิลาวัณย์ พร้อมพรม , วรรณชัย ชาแก่น,องค์ประกอบทางพฤษเคมีของสารสกัดจากใบหิ่งเม่นและผลต่อมดลูกและไขมันในซีรัมของหนูตัดรังไข่.วารสารวิจัย SDU Research Journal ปีที่10 ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2560.หน้า1-14
  5. Cordial, R. R., Baxa-Daguplo, M. B., Fermanes, M. S. P., Garcia, A. S., Clavel, M. M. R., Herradura, O. M., Javier, J. C. & Santos, R. R. (2006). Estrogenic Activity of Pueraria phaseoloides Roxb. Benth Evaluated in Ovariectomized Rats. Philippine Journal of Science, 135(1), 38-48.
  6. Bulbul, I. J., Fashiuddin, S. B., Haque, M. R., Sultan, M. Z., & Rashid, M. A. (2018). Anti-nociceptive and Anti-inflammatory Activities of Crotalaria pallida Aiton (Fam: Fabaceae) Leaves. Bangladesh Pharmaceutical Journal, 20(2), 165-171.
  7. Govindappa, M., Bharath, N., Shruthi, H. B., Sadannanda, T. S. & Sharanappa. (2011).
  8. Antimicrobial, antioxidant and in Vitro anti-inflammatory activity and phytochemical screening of Crotalaria pallida Aiton. African Journal of Pharmey and Pharmacology, 5(21), 2359-2371.
  9. Hu,Y. et al. (2017). Flavonoids, alkaloids from the seeds of Crotalaria pallida and their cytotoxicity and  anti-inflammatory activities. Journal of Natural Products.
  10. Ukil, S., Laskar, S. & Roy, N. R. (2016). Physicochemical characterization and antibacterial activity of the leaf oil of Crotalaria pallida Aiton. Journal of Taibah University for Science, 10, 490-496.