องุ่น ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

องุ่น งานวิจัยและสรรพคุณ 32 ข้อ

ชื่อสมุนไพร องุ่น
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ผูเถา, ผูท้อ (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitis vinifera Linn.
ชื่อสามัญ Grape
วงศ์ VITACEAE


ถิ่นกำเนิดองุ่น

องุ่นจัดเป็นไม้ผลเก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลกที่มีอายุกว่า 5,000 ปีมาแล้ว โดยมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในแถบ Asia Minor บริเวณทางตอนใต้ระหว่างทะเลดำ และทะเลแคสเปียน แล้วต่อมาจึงได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยนั้นได้มีการปลูกองุ่น ในทางการค้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2499 โดยในช่วงแรกนั้น พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคกลางแถบจังหวัดนครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม จนกระทั่งในปัจจุบันพบว่าการปลูกองุ่นกันอย่างแพร่หลายเกือบทั่วทุกภาคของประเทศ

ประโยชน์และสรรพคุณองุ่น

  • ใช้ขับปัสสาวะ
  • ช่วยลดอาการบวมน้ำ
  • แก้อาการปวดข้อ
  • แก้อาเจียนเป็นเลือด
  • แก้เคล็ดขัดยอก
  • แก้ปวดข้อ
  • แก้ฟกช้ำ
  • แก้ตาแดง
  • แก้ฝี
  • ใช้บำรุงครรภ์
  • ช่วยบำรุงเลือด
  • แก้โลหิตจาง
  • แก้ไอ
  • แก้อาการปวดข้อ
  • แก้ปวดหลัง
  • รักษาอาการเหงื่อออกมากผิดปกติ
  • แก้โรคหนองใน
  • ใช้เป็นยาระบาย
  • ใช้ลดไขมันในเลือด
  • ช่วยขับน้ำดี
  • ช่วยในการบำรุงกำลัง
  • ช่วยบำรุงหัวใจ
  • บำรุงไต
  • บำรุงเส้นเอ็น
  • บำรุงกระดูก
  • ช่วยบำรุงสมอง
  • แก้อาการกระหายน้ำ
  • ใช้สำหรับคนที่ผอมแห้งแรงน้อย ไร้เรี่ยวแรง
  • แก้แก่ก่อนวัย
  • แก้อาการจุกแน่นหน้าอก
  • แก้อาการเคล็ดขัดยอก กระดูกร้าว กระดูกหัก
  • ช่วยทำให้ร่างกาย แข็งแรง

           องุ่น ถือเป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมในการรับประทานทั่วโลกชนิดหนึ่ง โดยการรับประทานมีทั้งการรับประทานในลักษณะของผลไม้สด และผลไม้แห้ง รวมถึงยังมีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลายรูปแบบ เช่น ไวน์ น้ำองุ่น ลูกเกด และแยม เป็นต้น อีกทั้งในปัจจุบันยังมีการนำมาเมล็ดองุ่น มาสกัดเอาสารที่สำคัญ เช่น สาร OPC (oligomeric praanthocyanidin) มาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรวมถึงยังใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางต่างๆ อีกด้วย

องุ่น
องุ่น

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

  • บำรุงร่างกาย หลังฟื้นไข้ โดยนำองุ่นแห้ง 30 กรัม หรือ เหล้าองุ่น 30 กรัม กินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น กินเป็นประจำ
  • ใช้บวมน้ำเพราะขาดอาหาร: ใช้ลูกเกด 30 กรัม และเปลือกขิง สด 15 กรัม ต้มกินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • ใช้แก้คอแห้ง กระหายน้ำ บำรุงกำลัง บำรุงเลือด บำรุงครรภ์ บำรุงไต บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกระดูก แก้โลหิตจาง แก้ไอ แก้อาการเหงื่อออกมาก โดยใช้องุ่นสด 250 กรัม ล้างให้สะอาด กินเช้า-เย็น
  • ใช้แก้อาการจุกแน่นหน้าอก โดยใช้องุ่น 30 กรัม ต้มกับน้ำดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
  • ใช้รักษาอาการอาเจียนเป็นเลือด โดยใช้รากสดขององุ่น รากหญ้าคา รากบัวหลวง รากไวเช่า ใบสนหางสิงห์ และดอกแต้ฮวย อย่างละ 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม
  • ใช้แก้อาการปวดข้อเนื่องจากลมชื้นเข้าข้อกระดูก ด้วยการใช้รากองุ่น 100 กรัม, คากิ 1 อัน นำมาตุ๋นกับเหล้า และน้ำอย่างละ 1 ส่วน แล้วนำมารับประทาน
  • ใช้ลดไขมันในเลือด โดยนำเมล็ดองุ่นนำมาบดให้เป็นผงแห้ง บรรจุแคปซูลรับประทาน 1-2 เม็ด เช้าและเย็น
  • ใช้แก้ปัสสาวะขัด มีเลือดออก แก้หนองใน โดยนำผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ นำไปผสมกับน้ำผึ้งแล้ว น้ำต้มรากบัวหลวง น้ำต้มจากโกฐขี้เถ้า นำไปต้มกินครั้งละ 2 ถ้วยชา
  • ใช้ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก กระดูกร้าว กระดูกหัก ด้วยการใช้รากองุ่นสดนำมาตำแล้วพอก หรือ จะนำมาตำแล้วนำมาคั่วกับเหล้าใช้พอกบริเวณที่เป็นก็ได้
  • ใช้ปัสสาวะสีเข้ม หรือ มีอาการแสบทางเดินปัสสาวะเวลาถ่ายปัสสาวะ โดยใช้องุ่นสด 250 กรัม คั้นน้ำ แล้วเติมน้ำอุ่นใช้ดื่มครั้งเดียวให้หมด
  • ใช้แก้ปัสสาวะเป็นเลือด โดยใช้องุ่นสด 120 กรัม เหง้าบัวสด 250 กรัม ตำให้ละเอียด คั้นน้ำกินวันละ 3 ครั้ง
  • ใช้กระทุ้งหัด โดยนำลูกเกด 30 กรัม ต้มกินดื่ม และใช้เถา หรือ ใบองุ่น จำนวนพอประมาณต้มน้ำอาบด้วย

 

ลักษณะทั่วไปขององุ่น

องุ่น จัดเป็นไม้พุ่มเลื้อยจำพวกเถามีความยาวตั้งแต่ 2-10 เมตร เถาอ่อนผิวเรียบสีเขียว ตามข้อเถามีมือสำหรับยึดเกาะ บริเวณข้อของเถาและเมื่อเถาแก่ ผิวจะขรุขระและจะมีสีเทา โดยตลอดเถาจะ มีขนปกคลุมทั้งต้น

           ใบองุ่น เป็นใบเดี่ยว ออกแบบเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปกลมรี หรือ รูปไข่ คล้ายโล่ของใบมีหยักคล้ายรูปฝ่ามือ ซึ่งจะมีรอยเว้าประมาณ 3-5 รอย โคนใบเว้าเข้าหากันคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ใบมีขนาดกว้างและยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร เนื้อใบมีสีเขียวบาง และสากมือเล็กน้อย ใต้ใบมีขนสั้นๆ ปกคลุมและมีก้านใบยาว 4-8 เซนติเมตร

           ดอกองุ่น ออกเป็นช่อแยกแขนงตรงข้ามกันใบ หรือ บริเวณซอกใบ ลักษณะช่อดอกกลมยาวมีดอกย่อยเป็นสีเหลืองอมสีเขียว มีกลีบดอก 5 กลีบ โดยจะแตกออกเป็นแฉก 5 แฉก ภายในดอกจะมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ซึ่งก้านเกสรเพศผู้จะมีขนาดยาว ส่วนเกสรเพศเมียจะมีก้านกลมและยังมีรังไข่ 2 อัน โดยในแต่ละรังไข่จะมีไข่อ่อน 2 เมล็ดสั้น

           ผลองุ่น ออกเป็นพวง ในแต่ละพวงจะมีผลย่อยจำนวนมาก ผลย่อยมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม หรือ กลมรี ผลเป็นสีเขียว สีม่วงแดง สีม่วงเข้ม หรือ ดำขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เปลือกผลจะมีผง หรือ ไข่สีขาวเคลือบอยู่ เนื้อในผลฉ่ำน้ำ รสหวาน หรือ อาจเปรี้ยว ใน 1 ผลจะมีเมล็ดประมาณ 1-3 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดองุ่นเป็นรูปยาวรี หรือ ไข่กลับ

องุ่น
องุ่น

การขยายพันธุ์องุ่น

องุ่น สามารถขยายพันธุ์ได้ หลายวิธี เช่น การใช้เมล็ด การปักชำ การตอน การเสียบยอด การติดตา และการเสริมราก แต่ไม่นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเพราะจะทำให้กลายพันธุ์ โดยวิธีที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ การปักชำ ซึ่งมีขั้นตอนการทำเช่นเดียวกันกับการปักชำไม้เถาทั่วไป

           สำหรับวิธีการปลูกองุ่นนั้นสามารถทำได้โดยเริ่มจาก การเตรียมพื้นที่ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับพื้นที่เพาะปลูกองุ่นในแต่ละพื้นที่ เช่น พื้นที่ลุ่ม น้ำท่วมขังได้ง่าย หรือ พื้นที่ดอน หากเป็นพื้นที่ราบลุ่มควรปลูกแบบยกร่อง โดยยกร่องให้แปลงมีขนาดกว้าง 6 เมตร ส่วนความยาวร่องแล้วแต่ขนาดของพื้นที่ และควรให้ความสูงของร่อง สูงกว่าระดับปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูงสุดโดยให้อยู่สูงกว่าแนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร ให้มีขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร และควรปลูกแถวเดียวตรงกลางแปลง เว้นระยะระหว่างหลุมให้ห่างกัน 3-3.50 เมตร ส่วนการปลูกในที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช ทำให้ดินร่วนซุย และให้ใช้ระยะปลูก 3×4-3.50×5 เมตร สำหรับวิธีการปลูกเริ่มจากขุดหลุมปลูกให้มีขนาด กว้างxยาวxลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ผสมดินปุ๋ยคอก เข้าด้วยกันในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุมแล้ว นำกล้าต้นองุ่นวางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงต้นกล้าสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อยแล้วใช้มีดที่คมกรีดจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน แล้วดึงถุงพลาสติกออกแล้วจึงกลบดินลงไปในหลุมให้เต็มกดดินให้แน่นปักไม้หลักและผูกเชือกยึดต้นกล้าคลุมหน้าดินบริเวณโคนต้นด้วย ฟางข้าว หรือ หญ้าแห้งรดน้ำให้ชุ่มแล้วทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด หลังจากที่ปลูกแล้วประมาณ 1 ปี จึงทำค้างให้องุ่น ซึ่งต้นองุ่นจะสูงพอดีที่จะขึ้นค้างได้ โดยทำค้างแบบเสาคู่แล้วใช้ลวดขึงให้ต้นองุ่นยึดเกาะต่อไป


องค์ประกอบทางเคมี

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆ ขององุ่น ระบุว่าพบสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิดอาทิเช่น ผลองุ่น พบสารประเภท กรดอินทรีย์ ได้แก่ malic acid, citric acid, loxzlic acid oxalic acid และ tartaric acid

  • ผลและรากพบสาร delphinidin, cyanidin, oenin, malvidin, peonidin, ƿ-coumaric acid, vesveratrol, petunidin และ malic acid
  • เปลือกผลองุ่น พบสาร cyanidin, peonidin, petunidin, delphindin,malvidin, malvidin-3-B-glycoside
  • เมล็ดองุ่นพบสาร Catechol, Gallocatechol gallic acid, procyanidin B2 และสาร OPC
  • รากและเถาพบสาร quercitrin, isoquercitrin, rutin
  • ใบองุ่นพบมีกรดอินทรีย์ ได้แก่ citric acid, fumaric acid, glyceric acid, quinic acid, malic acid, shikimic acid, succinic acid, tartaric acid, oxalic acid

นอกจากนี้องุ่นยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

           คุณค่าทางโภชนาการขององุ่นเขียว หรือ แดง (100 กรัม)

  • พลังงาน                       69           กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต             18.1         กรัม
  • น้ำตาล                         15.48       กรัม
  • ใยอาหาร                    0.9           กรัม
  • ไขมัน                           0.16         กรัม
  • โปรตีน                         0.72         กรัม
  • วิตามิน B1                   0.069       มิลลิกรัม
  • วิตามิน B2                   0.07         มิลลิกรัม
  • วิตามิน B3                  0.188       มิลลิกรัม
  • วิตามิน B5                   0.05         มิลลิกรัม
  • วิตามิน B6                   0.086       มิลลิกรัม
  • วิตามิน B9                  2              ไมโครกรัม
  • วิตามิน C                      3.2          มิลลิกรัม
  • วิตามิน E                      0.19        มิลลิกรัม
  • วิตามิน K                    14.6        ไมโครกรัม
  • โคลีน                           5.6          มิลลิกรัม
  • แคลเซียม                    10           มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก                    0.36        มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม                  7             มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส                    0.071      มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม              191         มิลลิกรัม
  • โซเดียม                        2             มิลลิกรัม
  • สังกะสี                          0.07        มิลลิกรัม
  • ฟลูออไรด์                   7.8          ไมโครกรัม

โครงสร้างองุ่น

การศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาขององุ่น

มีรายงานผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของสารสกัดจากส่วนต่างๆ ขององุ่น ดังนี้

           ฤทธิ์ด้านอนุมูลอิสระ มีการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระขององุ่นมีการทดสอบทั้งในสารสกัดองุ่น จากผล ส่วนต่างๆ ขององุ่น และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากองุ่น ได้แก่ น้ำองุ่น เหล้าไวน์แดง และไวน์ขาว อาทิเช่น มีการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในส่วนของเมล็ดองุ่นพบว่าสารสกัดเมล็ดองุ่น (ไม่ระบุประเภทสารสกัด) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดอนุมูลอิสระ และการเกิดออกซิเดชั่นของไขมัน เมื่อทดสอบในหลอดทดลอง และเมื่อให้สารสกัดดังกล่าวกับหนูขาวทำให้การเกิดอนุมูลอิสระ และออกซิเดชั่นของไขมันลดลง ส่วนเอนไซม์ catalase และ superocide dismutase ซึ่งใช้ทำลายอนุมูลอิสระมีปริมาณเพิ่มขึ้น เมื่อให้คนรับประทานสารสกัดเมล็ดองุ่น (ไม่ระบุประเภทสารสกัด) ทำให้สามารถลดผลของอนุมูลอิสระจากการเผาไหม้ของใบยาสูบต่อการทำลายช่องปากส่วน oropharynx ส่วนสารสกัดเปลือกองุ่น ด้วยน้ำแอลกอฮอล์ เมทานอล สารสกัดส่วน polyphenol พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และลดการเกิดอนุมูลอิสระ

           ฤทธิ์ลดการเกาะของเกล็ดเลือด มีการทดสอบในหลอดทดลองพบว่าไวน์แดง น้ำองุ่นแดง ความเข้มข้น 10% สามารถลดการเกาะกันของเกล็ดเลือดที่เหนี่ยวนำให้เกาะกันด้วย ADP หรือ thrombin โดยสารสกัดส่วน polyphenol จากเปลือกและเนื้อของผลองุ่น ที่ความเข้มข้น 500 มค.ก./มล. หรือ จากเมล็ดที่ความเข้มข้น 50 มค.ก./มล. มีผลยับยั้งการเกาะกันของเกล็ดเลือดที่เหนี่ยวนำด้วย collagen และยังมีการทดลองให้สัตว์ทดลองกินสารสกัดก่อนนำเลือดมาทดสอบการเกาะกันของเกล็ดเลือดที่เหนี่ยวนำโดยสารต่างๆ พบว่าสารสกัด polyphenol จากเมล็ดองุ่นที่ใช้ผสมอาหารให้หนูกินเป็นเวลา 2 เดือน มีผลทำให้เลือดหนูเกิดการเกาะกันของเกล็ดเลือดลดลงเมื่อเหนี่ยวนำด้วย thrombin และ phorbol myristate acetate (PMA) และยังมีการทดลองป้อนน้ำองุ่นขนาด 10 มล./กก. ให้สุนัข หรือ ขนาด 5 มล./กก. ให้ลิง จะมีผลลดการเกาะกันของเกล็ดเลือดได้อีกด้วย

           ฤทธิ์ต้านหลอดเลือดตีบ มีการทดลองให้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นให้หนูถีบจักรปกติ และหนูถีบจักรพันธุ์ที่มีระดับ cholesterol ในเลือดสูง ขนาด 0.2 มก./กก. น้ำหนักตัว เป็นเวลานาน 21 สัปดาห์

           ฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีผลการศึกษาวิจัยระบุว่าสาร polyphenol จากใบองุ่น สารสกัดจากเมล็ดองุ่น สารสกัด proanthocya-nidins สารสกัด procyanidins และสาร melanin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยลดการบวมในหนูขาวที่เหนี่ยวนำด้วย croton oil carraginan และยังลดการหลั่ง cytokines และลดการเพิ่ม permeability ของหลอดเลือดฝอย รวมถึงลดการทำงานของเอนไซม์ collagenase nitric oxide synthase (NOS) อีกทั้งการทดลองยังพบว่าการฉีดสาร proanthocyanidins เข้าช่องท้องหนูขาวขนาด 10 มก./กก. จะลดการสร้าง prostagiandin E ได้อีกด้วย

           ฤทธิ์ต้านการเกิดมะเร็ง มีรายงานว่าสารสกัด phenol และ stiibenoids จากเซลล์เนื้อเยื่อองุ่น ก็มีผลยับยั้งการเกิดมะเร็งที่เต้านมของหนูถีบจักรที่เหนี่ยวนำด้วย 7,12-dimethylben[α]anthracene นอกจากนี้ยังพบสารสกัด polyphenol ในองุ่นยังเหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งตับ (mouse hepatoma heap-1c1c7) เกิด apoptosis ส่วนสาร resveratrol trans-dehydrodimer และ pallidol เป็นพิษต่อเซลล์ lymphoblastoid แสดงว่าผลด้านการเกิดมะเร็งของสารสกัดองุ่นอาจมาจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และความเป็นพิษต่เซลล์ ซึ่งจะทำให้เซลล์ตายแบบ apoptosis

           ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในทางเดินอาหาร มีรายงานว่าเมื่อทำการป้อนสารสกัด proanthocyanidins จากเมล็ดองุ่นในขนาด 100 มก,/กก./วัน ให้หนูขาวพบว่าสามารถป้องกันการเกิดแผลในทางเดินอาหารจากการเหนี่ยวนำให้เป็นแผลด้วยความเครียด และ oxidative stress ได้

           นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยอื่นๆ ที่ระบุฤทธิ์ทางเภสัชทางเภสัชวิทยาขององุ่น อาทิเช่น มีรายงานว่าโพลีฟีนอลจากเมล็ดองุ่นสามารถลดภาวะดื้อยาของเซลล์มะเร็ง GBC-SD cell lines ต่อยา adriamycin ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งได้ โดยพบว่าโพลีฟีนอลในความเข้มข้นที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ คือ 3 มคก./มล. และที่ความเข้มข้นที่เป็นพิษต่อเซลล์ต่ำ คือ 6 มคก./มล. จะลดการแสดงออกของ P-glycoprotein, bcl-2 และยับยั้ง MDR1 mRNA และเพิ่มการสะสมของยา adriamycin ในเซลล์

           ฤทธิ์ต้านภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ มีการทดสอบฤทธิ์ของสาร proanthocyanidin extract (GSPE) จากเมล็ดองุ่น ซึ่งประกอบด้วย 56% dimeric proanthocyanidins, 12% trimeric proanthocyanidins, 6.6% tetrameric proanthocyanidins, monomeric and high-molecular-weight oligomeric proanthocyanidins และ flavonoids ต่อกล้ามเนื้อหัวใจของหนูแรท ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด โดยผูกหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ 30 นาที แล้วเปิดหลอดเลือดให้ไปเลี้ยงหัวใจ (reperfusion) 120 นาที ป้อนหนูด้วย GSPE ขนาด 200 มก./กก./วัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ก่อนทำให้หัวใจขาดเลือด พบว่าสารดังกล่าว สามารถลดความผิดปกติของหัวใจห้องล่างซ้าย โดยมีผลลดการเต้นที่เร็วผิดปกติ (ventricular tachycardia) และลดการกระตุกรัวของกล้ามเนื้อ (ventricular fibrillation) จากการศึกษาในระดับโปรตีนแสดงให้เห็นว่า กลไกในการป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดปกติของ GSPE มาจากการเพิ่มการแสดงออกของ Na+/K+-ATPase alpha 1 subunit ซึ่งลดลงในหนูที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด

           ฤทธิ์ปกป้องตับ มีรายงานการศึกษาฤทธิ์ในการปกป้องตับของน้ำองุ่นดำ ในหนูแรทที่ได้รับรังสีเอกซ์แบบทั้งตัว โดยให้ดื่มน้ำองุ่นดำแบบไม่จำกัดปริมาณ (ad libitum) เป็นเวลา 6 วัน ก่อนได้รับรังสีเอกซ์ขนาด 6 Gy และดื่มต่อหลังจากรับรังสีอีก 15 วัน เปรียบเทียบผลกับกลุ่มที่ได้รับรังสีแต่ไม่ได้รับน้ำองุ่น พบว่าหนูที่ได้รับน้ำองุ่น ปริมาณของ thiobarbituric acid-reactive substances (TBARS) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของการเกิด lipid peroxidation ในตับจะลดลง ขณะที่เอนไซม์ Cu/Zn superoxide dismutase (Cu/ZnSOD), glutathione peroxidase และปริมาณของ glutathione ซึ่งเกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลเพิ่มการแสดงออกของ Poly(ADP-ribose) polymerase (PARP-1) และ Cu/ZnSOD ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตายของเซลล์แบบ apoptosis แต่ไม่มีผลต่อ p53 และยังมีผลป้องกันไม่ให้เกิดการแตกหักของ DNA แสดงว่าน้ำองุ่นดำมีผลปกป้องตับจากการถูกทำลายด้วยรังสีได้ โดยเป็นผลมาจากฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ

           ฤทธิ์ต้านอาการวิตกกังวล มีรายงานการศึกษาประสิทธิภาพของผงองุ่น* (Vitis vinifera L.) ต่ออาการวิตกกังวลในหนูแรทชรา (Rodent model of aging) ซึ่งหนูดังกล่าวจะมีการรับรู้และความจำที่ผิดปกติ รวมทั้งมีอาการวิตกกังวล ในการทดลองจะแบ่งหนูเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นหนูหนุ่ม (อายุ 3 เดือน) ได้รับน้ำประปา กลุ่มที่ 2 เป็นหนูหนุ่ม ได้รับน้ำประปาที่ผสมผงองุ่นในขนาด 15 ก./ลิตร กลุ่มที่ 3 เป็นหนูชรา (อายุ 21 เดือน) ได้รับน้ำประปา และกลุ่มที่ 4 เป็นหนูชรา ได้รับน้ำประปาที่ผสมผงองุ่นในขนาด 15 ก./ลิตร ใช้เวลาในการทดลองนาน 3 สัปดาห์ พบว่าหนูชราที่ได้รับผงองุ่นมีอาการวิตกกังวลน้อยกว่าหนูชราที่ได้รับน้ำประปา แต่ผงองุ่นไม่มีผลต่อการรับรู้และความจำที่ผิดปกติของหนูชรา นอกจากนี้ผงองุ่นยังช่วยยับยั้งการเพิ่มขึ้นของสาร corticosterone และสาร 8-isoprostane ในเลือด ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิด เป็นตัวชี้วัดความเครียดของร่างกาย ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เพิ่มขึ้นจากความชรา และยับยั้งการทำลายโปรตีน (protein carbonylation) ในสมองส่วน amygdale ด้วย ทำให้สรุปได้ว่า ผงองุ่นสามารถบรรเทาอาการวิตกกังวลในหนูแรทชราได้ โดยมีกลไกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภาวะเครียดออกซิเดชั่น (oxidative stress) แต่ไม่สามารถบรรเทาความผิดปกติของความจำที่เกิดจากความชราได้

            ฤทธิ์ปกป้องสมอง มีรายงานผลการศึกษาฤทธิ์ปกป้องสมองของสาร proanthocyanidins ซึ่งสกัดได้จากเมล็ดองุ่น (grape seed proanthocyanidins; GSPE) ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความเป็นพิษต่อสมองด้วยสาร bisphenol A (BPA) โดยแบ่งหนูเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 7 ตัว กลุ่มที่ 1 เป็นหนูปกติ (control group), กลุ่มที่ 2 ได้รับ BPA ขนาด 50 มก./นน.ตัว 1 กก./วัน เพียงอย่างเดียว, กลุ่มที่ 3 ได้รับ GSPE ขนาด 200 มก./นน.ตัว 1 กก./วัน ร่วมกับ BPA และกลุ่มที่ 4 ได้รับ GSPE เพียงอย่างเดียว ทำการศึกษานาน 70 วัน พบว่า BPA ทำให้ระดับ malondialdehyde และ nitric oxide สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และทำให้ระดับ glutathione, total thiols, glutathione peroxidase, superoxide dismutase, และ glutathione-S-transferase ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ BPA ทำให้ระดับของ dopamine และ serotonin ในสมองเพิ่มขึ้น รวมทั้งกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ acetylcholinesterase และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Na/K-ATPase และ total ATPase ในสมอง นอกจากนี้ BPA ยังกระตุ้นการแสดงออกของยีนที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ tumor necrosis factor-α, cyclooxygenase-2, tumor suppressor และ pro-oxidant p53 protein ซึ่งการได้รับ GSPE สามารถทำให้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวลดลง แสดงให้เห็นว่า สาร proanthocyanidins จากเมล็ดองุ่นสามารถยับยั้งความเป็นพิษต่อสมองของสาร BPA ได้ โดยคาดว่ากลไกการออกฤทธิ์อาจเกี่ยวข้องกับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ

           ฤทธิ์ลดความดันโลหิต มีการศึกษาแบบสุ่มและปกปิดทั้ง 2 ฝ่าย ในผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นความดันโลหิตสูง (ความดันโลหิตช่วงบน 120-139 มม.ปรอท ความดันโลหิตช่วงล่าง 80-89 มม.ปรอท) ทั้งชาย และหญิงจำนวน 28 คน ทุกคนจะได้รับเครื่องดื่มที่เป็นยาหลอกก่อน 2 สัปดาห์ จากนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มที่เป็นยาหลอกต่อไปอีก จำนวน 16 คน ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มที่มีสารสกัดจากเมล็ดองุ่น 300 มก./วัน (แบ่งรับประทานครั้งละ 150 มก. วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น) นาน 4 สัปดาห์ โดยวัดความดันโลหิตก่อนเริ่มการศึกษา และในสัปดาห์ที่ 6 และ 10 ของการศึกษา และเจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาล ระดับอินซูลินในเลือด ก่อนเริ่มการศึกษา และในสัปดาห์ที่ 3, 6 และ 10 ของการศึกษา พบว่ากลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มที่มีสารกัดจากเมล็ดองุ่นความดันโลหิตช่วงบนลดลง 5.6% ความดันโลหิตช่วงล่างลดลง 4.7% หลังสัปดาห์ที่ 6 ของการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มที่เป็นยาหลอก และความดันโลหิตจะกลับสู่สภาวะปกติเท่ากับตอนเริ่มการศึกษา เมื่อไม่ได้รับเครื่องดื่มที่มีสารสกัดจากเมล็ดองุ่นติดต่อกันนาน 4 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังพบว่าในช่วงที่ได้รับเครื่องดื่มที่มีสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และลดภาวะดื้อต่ออินซูลินด้วย แต่หากไม่ได้รับเครื่องดื่มที่สารสกัดเมล็ดองุ่นติดต่อนาน 4 สัปดาห์ ระดับน้ำตาลในเลือด ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ก็จะเข้าสู่สภาวะปกติเท่ากับก่อนเริ่มการศึกษา การศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่า เครื่องดื่มที่มีสารสกัดจากเมล็ดองุ่นสามารถลดระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง และค่อนข้างปลอดภัย


การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาขององุ่น

ไม่มีข้อมูล

 

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

ในการรับประทานองุ่น เป็นผลไม้ไม่ควรรับประทานองุ่นในปริมาณมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการร้อนใน คอแห้ง เจ็บคอ ไอ บางครั้งอาจมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ส่วนผู้ที่ระบบการย่อยไม่ดี หรือ ท้องอืดเป็นประจำ ไม่ควรกินองุ่น เนื่องจากเปลือกองุ่นย่อยยากอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้

           นอกจากนี้ผู้ที่ใช้ยา doxorubicin, adrimycin, ADR และ adria ซึ่งเป็นกลุ่มยาต้านมะเร็ง ควรระมัดระวังในการรับประทานองุ่น เนื่องจากสาร proanthocyanidin จากเมล็ดองุ่นอาจทำให้เกิดอันตรกิริยากับยาดังกล่าวได้โดยจะเข้าไปเสริมฤทธิ์ของยา


เอกสารอ้างอิง องุ่น
  1. .ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. “องุ่น”. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 หน้า 832-834.
  2. วิฑิต วัณนาวิบูล. องุ่น : สำหรับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ.คอลัมน์อาหารสมุนไพร. นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่ 81. มกราคม 2529.
  3. ราชันย์ ภู่มา, สมราน สุดดี, บรรณาธิการ. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตตินันทน์ ฉบับแก้ไข เพิ่มเติม พ.ศ.2557.กรุงเทพฯ:สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช; 2557.
  4. เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก. “องุ่น” หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. หน้า 205-206.
  5. วิสุดา สุวิทยาวัฒน์. องุ่นกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ.จุลสารข้อมูลสมุนไพรปีที่ 21.ฉบับที่ 3 เมษายน 2547.หน้า13-20
  6. วิทยา บุญวรพัฒน์. “องุ่น”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. หน้า 640.
  7. ฤทธิ์ปกป้องสมองของสาร prarnthoctanidins ตกเมล็ดองุ่น. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร. สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  8. ฤทธิ์ต้านอาการวิตกกังวลของผงองุ่น. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร. สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  9. ฤทธิ์ปกป้องตับของน้ำองุ่นดำ. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  10. Pace-Asciak CR, Rounova O, Hahn SE, Diamandis EP, Goldberg DM. Wines and grape juices as modulators of platelet aggregation in healthy human subjects Clin Chim Acta 1996;249(1/2):16-82.
  11. Avramidis N. Kourounakis A, Hadjipetrou L, Senchuk V. Anti-inflammatory and immunomodulating properties of grape melanin. Lnhibitory effects on paw edema and adjuvant induced disease. 1998:48(7):764-71.
  12. Bagchi M, Milnes M, Williams C, Balmoori J, Ye X, Stohs S, Bagchi D. Acute and chronic stress-induced oxidative gastrointestinal injury in rats, and the protective ability of a novel grape seed proanthocyanidin extract Nutr Res (N Y) 1999;19(8):1189-99.
  13. Xu S, Hang H. Scavening effect of grape seed and grape peel on free radicals Shipin Kexue (Beijing) 1999:20(12):28-30
  14. Sen CK Bagchi D. Regulation of inducible adhesion molecule expression in human endothelial cells by grape seed proanthocyanidin extract. Molecular and Cellular Biochemistry 2001;216(182):1-7.
  15.    Zhang XY,Bai DC, Wu YJ, Li WG, Liu NF. Proanthocyanidin from grape seeds enhances anti-tumor effect of doxorubicin both in vitro and in vivo. Pharmazie 2005c;60(7):533-8.
  16. Ahn HS, Jeon TI, Lee Jy, Hwang SG Lim Y, Park DK Antionxidative activity of persimmon and grape seed extract: in vitro and in vivo Nutrition Research (New York. NY, United States) 2002:22(11)1265-73
  17. Waffo-Teguo P, Hawthome ME, Cuendet M, Merillon J-M, Kinghorm AD. Pezzuto JM, Mehta RG. Potential cancer-chemopreventive activities of wine stilbenoids and flavans extracted from grape (vitis vinifera) cell cultures Nutrition and Cancer 2001:40(2):173-9.
  18. Backer CA, Brink RCB. Flora of Java Voll.ll Groningen :N.V.Wloter-Norodhoff 1965:941 pp.
  19. Yu H, Wang S, Zhao C, Xu G, Zhao X. Study of anti-atherosclerosclerosis effect of grape seed extract and its mechanism Weisheng Yanjiu 2002:31(4):263-5
  20. Xia J, Allengrand B, Sum GY Dietary supplementation of grape polyphenols and chronic ethanol administration on LDL oxidation and platelet function in rats Life Sci 1998:63(5):383-90
  21. Cichexicz RH, Kouzi SA Hamann MT Dimerization of resveratrole by the grapevine pathogen Botrytis cinerea J Nat Prod 2000:63:29-33.
  22. Hersh T Hersh R, Glutathione green tea grape seed extract to neutralize tobacco free radicaes Patent U S Pat Appl Publ US 2002 117.180 1998:10 pp.