มะแว้งต้น

มะแว้งต้น

ชื่อสมุนไพร  มะแว้งต้น
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น   มะแคว้งขม, มะแคว้งดำ, มะแคว้ง (ภาคเหนือ) ,หมากแข้ง , หมากแข้งขม (ภาคอีสาน) , มะแว้ง (ภาคกลาง) , แว้งกาม (สงขลา,สุราษฎร์ธานี,ภาคใต้) , สะกั้งแค (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , หมากแซ้งคง (ไทยใหญ่ – แม่ฮ่องสอน , ฉาน) , เทียนเฉีย ,ชื่อเทียนเฉีย (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Solanum indicum L. (มีหนาม) Solanum sanitwongsei (ไร้หนาม)
ชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์  Solanum violaceum  (มีหนาม)
ชื่อสามัญ   Sparrow’s Brinjal , Indian nightshade
วงศ์  Solanaceae

ถิ่นกำเนิดมะแว้งต้น  

มีการคาดการณ์กันว่าถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของมะแว้งต้นนั้นอยู่ในเขตร้อนของทวีปเอเชียซึ่งอาจอยู่ในประเทศ แถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ เนปาล ฯลฯ รวมถึงประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย, พม่า , ลาว ,กัมพูชา ฯลฯ มะแว้งต้นเป็นพืชที่มักพบในไร่นา หรือเพาะปลูกโดยเกษตรกรมากกว่ามะแว้งเครือ แต่จะพบขึ้นเองตามธรรมชาติน้อยกว่ามะแว้งเครือ สันนิษฐานว่ามะแว้งต้นคงได้รับการคัดเลือกปรับปรุงโดยมนุษย์มาบ้างแล้ว เช่นเดียวกับมะเขือพวง ที่ไม่ใช่พืชป่าตามธรรมชาติบริสุทธิ์เหมือนมะแว้งเครือ ส่วนในประเทศไทย สามารถพบได้เองตามธรรมชาติในบริเวณที่ราบ ชายป่าที่โล่งแจ้งและที่รกร้างริมทาง และยังสามารถพบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ

ลักษณะทั่วไปมะแว้งต้น

มะแว้งต้น มีอยู่ 2 ชนิด คือ มะแว้งต้นมีหนาม (Solanum indicum L.) และมะแว้งต้นไร้หนาม (Solanum sanitwongsei) 

  1. มะแว้งต้นมีหนาม มะแว้งต้นมีหนามเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กสูงประมาณ 1 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้าน มีขนสีเทา และหนามโค้งแหลมๆทั่วไป ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับหรือเยื้องกันเล็กน้อย และมักเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง ใบมนรูปไข่ กว้าง 2-6 เซนติเมตร ยาว 3-10 เซนติเมตร หลังใบสีเขียวมีขน ส่วนท้องใบสีเทาเกือบขาว มีขนหนาแน่น มีหนามแหลม ตามแนวเส้นกลางใบ เนื้อใบค่อนข้างหนา โคนใบกว้าง และค่อยๆ สอบแคบไปทางปลายใบ ขอบใบหยักเว้า ๆ แหว่ง ๆ ดอก สีขาวอมม่วง มีเกสรตัวผู้สีเหลืองเป็นกระจุกอยู่ตรงกลาง ดอกออกรวมกันเป็นช่อเป็นพวงสั้น ตามข้อ ตามก้านช่อมีหนามแหลมประปราย กลีบรองดอกแหลมมี 5 กลีบ และมีกลีบดอก 5 กลีบเช่นกัน กลีบดอกส่วนที่ค่อนไปทางโคนแฉกจะติดกันแบบง่ามตีนเป็ด ส่วนก้านชูละอองเกสรตัวเมียยาวยื่นมากกว่าเกสรตัวผู้เล็กน้อย ผล กลมเกลี้ยง มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ผลสุกสีแดงเมล็ด เกลี้ยง สีเหลือง ขนาดประมาณ 3.0 มิลลิเมตร
  2. มะแว้งต้นไร้หนาม มะแว้งต้นไร้หนามเป็นพืชอายุหลายปี มีความสูงเมื่อออกดอกมักจะน้อยกว่า 100 เซนติเมตร ไม่มีหนามในทุกส่วนของลำต้น ใบและกิ่งก้าน แต่มีขนสั้นปกคลุมทั่วทั้งต้น ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ (alternate) ใบรูปไข่ (ovate) ขอบใบเว้นลึก ปลายใบแหลมฐานใบไม่เท่ากัน (unequal) ใบมีขนปกคลุม ความยาวใบประมาณ 10 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร มีอายุการออกดอกมากกว่า 80 วัน หลังหยอดเมล็ด ช่อดอกเป็นแบบ raceme มีจำนวนดอก 2-5 ดอกต่อช่อ กลีบเลี้ยงมีสีเขียวไม่มีหนาม ส่วนโคนติดกันสั้นๆ ปลายแยก 5 กลีบ กลีบดอกมีสีม่วงมี 5-6 กลีบ เชื่อมติดกันบริเวณกึ่งกลางของความยาวกลีบดอก เกสรตัวผู้มีความยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร เกสรตัวเมียมีก้านชูยอดเกสรตัวเมียยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ตรงปลายมีขน ผลมี 2-5 ผลต่อช่อ สีดิบเขียวอ่อน เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีส้มตามลำดับ ผลแบบ berry มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เมล็ดมีลักษณะกลม เกลี้ยง แบน ขนาดเล็กสีเหลืองแต่ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า มะแว้งต้นชนิดมีหนามมีฤทธิ์ทางยามากกว่าชนิดที่ไม่มีหนาม

การขยายพันธุ์มะแว้งต้น

มะแว้งต้นสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด โดยการหยอดเมล็ดให้ลึกประมาณ 0.5-1 เซนติเมตรในถาดเพาะ (ซึ่งอุณหภูมิที่มะแว้งต้นเจริญเติบโตได้ดีคือ 25-32 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80 เปอร์เซ็นต์ และมีร่มเงาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์) มะแว้งต้นจะใช้เวลางอกนาน 1-2 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น เมื่อต้นมะแว้งมีใบจริง 2-3 ใบ หรือมีความสูง 15-20 เซนติเมตรแล้วจึงเตรียมย้ายลงแปลงปลูก ซึ่งวิธีการปลูกมีดังนี้ เตรียมดินโดยไถพรวนให้ร่วมซุยกำจัดเศษวัชพืช และใส่ปุ๋ยคอกแล้วไถพรวนอีกครั้ง ขุดหลุมขนาด 15x15x15 เซนติเมตร แล้วนำต้นกล้าที่ได้ลงปลูกแล้วกลบดินรดน้ำให้ชุ่มโดยใช้ระยะปลูกระหว่าต้น 1 เมตร มะแว้งต้นจะออกดอกเมื่อมีอายุประมาณ 2-3 เดือน สามารถเก็บผลสดได้ประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังดอกบาน

องค์ประกอบทางเคมี

 สาร Solasodine จะพบได้ในส่วน ผล ใบ และต้น นอกจากนี้ในใบและผลยังพบ Solanine , Solanidine Solamarine , solasodine , Beta-sitosterol , Diogenin และ Tannins.  อีกทั้งยับพบสารจำพวก Amino acid, Flavonoid glycoside, Phenols ส่วนในเมล็ดมะแว้งต้นพบไขมันและวิตามินซี เป็นต้น  ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของผลมะแว้งต้นนั้นมีดังนี้ 

ผลมะแว้งสด 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 59 กิโลแคลอรี่

  • เส้นใย               3.3       กรัม
  • แคลเซียม          50        มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส         68        มิลลิกรัม
  • เหล็ก                 1          มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ           1383    IU
  • วิตามินบี 1         0.04     มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2         0.1       มิลลิกรัม
  • ไนอาซีน             8.4       มิลลิกรัม
  • วิตามินซี            6          มิลลิกรัม

ประโยชน์/สรรพคุณของมะแว้งต้น

มะแว้งต้นสามารถใช้รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือเครื่องเคียงได้ ซึ่งส่วนของมะแว้งที่ใช้เป็นผักได้ก็คือ ยอดอ่อนและผลอ่อน สำหรับยอดอ่อนนั้นต้องนำมาต้มให้สุกเสียก่อน แล้วจึงนำไปใช้เป็นผักจิ้ม ส่วนผลอ่อนดิบใช้เป็นผักจิ้มได้เลย นิยมกินกับปลาร้า แต่ก็ใช้จิ้มน้ำพริกได้เหมือนกัน รสชาติของมะแว้งค่อนข้างขื่นขม แต่เมื่อเคี้ยวสักครู่จะรู้สึกออกรสหวานเล็กน้อย ถือเป็นเอกลักษณ์ของผลมะแว้งดิบ

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประกอบอาหาร ทำแกง หรือใช้ประกอบอาหารเพื่อเพิ่มรสขม เช่น แกงใส่ปลาแห้ง หรือน้ำพริก เป็นต้น โดยผลมะแว้งต้นจะมีวิตามินเอค่อนข้างสูง ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง ส่วนสรรพคุณทางด้านสมุนไพรของมะแว้งต้นตามตำรายาไทยมีดังนี้

ผลและราก รสขมเปรี้ยว เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ใช้เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน แก้ไซนัส ขับลม แก้ปวดหัว ปวดบวมอักเสบ รักษาต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ปวดกระเพาะ แก้ฟกช้ำดำเขียว และใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงน้ำดี และช่วยเจริญอาหาร ผลสุกและผลดิบ รสขมขื่นเปรี้ยว แก้โรคเบาหวาน ละลายก้อนนิ่ว แก้ไข้สารพัดพิษ ช่วยเจริญอาหาร แก้กินผิดสำแดง ลดน้ำตาลในเลือดได้บ้าง แก้ไอ ขับเสมหะ ขับลม แก้ไข้เพื่อเสมหะในคอ แก้น้ำลายเหนียว ขับปัสสาวะ บำรุงน้ำดี  ราก รสขมขื่นเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว เป็นยาแก้ไอ ขับลม แก้คัน ขับปัสสาวะ แก้ไข้สันนิบาต รักษามะเร็งเพลิง บำรุงธาตุ รักษาวัณโรค ใบ บำรุงธาตุ แก้วัณโรค แก้ไอ เนื้อไม้ แก้แน่น แก้จุกเสียด ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับพยาธิ ทั้งต้น  แก้โลหิตออกทางทวารหนัก ทวารเบา

นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณของรากเพิ่มเติมในบางตำราว่า ใช้ระงับความร้อน กระทุ้งพิษไข้ให้ลดลง และขับปัสสาวะ แพทย์ไทยในอดีตนิยมใช้มะแว้งต้นร่วมกับมะแว้งเครือ เรียกว่า มะแว้งทั้งสอง ปัจจุบันสรรพคุณของมะแว้งในด้านแก้ไอ ได้รับการพัฒนาเป็นยาสำเร็จรูปโดยองค์การเภสัชกรรมที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผลมะแว้งต้น ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในกลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ตำรับ “ยาประสะมะแว้ง”  มีสรรพคุณใช้บรรเทาอาการ ไอ มีเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ขับเสมหะ

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

ใช้เป็นยาขมเจริญอาหาร แก้ไอ และแก้โรคหอบหืด  ใช้มะแว้งต้น ผลแก่ในเด็ก ใช้ 2-3 ผล ใช้เป็นน้ำกระสายยา กวาดแก้ไอ ขับเสมหะผู้ใหญ่ ใช้ 10-20 ผล รับประทาน เคี้ยว แล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ รับประทานบ่อยๆ จนกว่าอาการจะดีขึ้น ใช้ลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน  ใช้มะแว้งต้นโตเต็มที่ 10-20 ผล รับประทานเป็นอาหารกับน้ำพริก

ตำรายาไทยใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ใช้ ผลแห้งและสด ประมาณ 5-10 ผล ตำให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำ ผสมเกลือเล็กน้อย รับประทานส่วนรายละเอียดวิธีการใช้ของตำรับยาประสะมะแว้งตามบัญชียาหลักดังนี้
ขนาดและวิธีใช้ ชนิดผงผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม เมื่อมีอาการ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือรับประทาน  เด็ก อายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละ 200-400 มิลลลิกรัม เมื่อมีอาการ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือรับประทาน

ชนิดเม็ดและชนิดลูกกลอนผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม เมื่อมีอาการ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือรับประทาน หรือใช้อม  เด็ก อายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละ 200-400 มิลลิกรัม เมื่อมีอาการ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือรับประทาน หรือใช้อม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ลดปวด ลดไข้ ต้านการอักเสบ และกดระบบประสาทส่วนกลาง การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดเมทานอลจากผลมะแว้งต้น  โดยใช้หนูทดลองทั้งเพศผู้และเพศเมีย  แบ่งเป็น 4 กลุ่ม  กลุ่มละ  6 ตัว  ทำการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  4 วิธี ได้แก่ ฤทธิ์ลดปวด, ฤทธิ์ต้านการอักเสบ, ฤทธิ์ลดไข้ และฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง การทดสอบฤทธิ์ลดปวดในหนูทดลอง โดยให้สารสกัดมะแว้งต้นขนาด 250, 500 mg/kg เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน aspirin ขนาด 100 mg/kg การทดสอบฤทธิ์ลดไข้ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีไข้จากยีสต์ โดยให้สารสกัดมะแว้งต้น ขนาด 250, 500 mg/kg เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน paracetamol 150 mg/kg  การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบในหนูทดลอง โดยให้สารสกัดมะแว้งต้น ขนาด 250, 500 mg/kg เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน diclofenac sodium ขนาด 1 mg/kg การทดสอบฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางในหนูทดลอง โดยให้สารสกัดมะแว้งต้นขนาด 250, 500 mg/kg เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน diazepam ขนาด 0.5 mg/kg  เมื่อทำการวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นพบว่า สารสกัดมะแว้งต้นมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่อการทดสอบทั้ง 4 วิธี  (p ≤0.05)

ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด สกัดผลมะแว้งต้น  ด้วยตัวทำละลายชนิดต่างๆ ได้แก่ น้ำ, เมทานอล, เอทานอล แล้วนำสารที่สกัดได้มาทดสอบฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลอง ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดน้ำของมะแว้งต้น สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดกระต่ายได้หลังจากกระต่ายได้รับสารสกัดสมุนไพร 2 ชั่วโมง โดยสารสกัดสมุนไพรที่สกัดด้วยเอทานอลของมะแว้งต้น ลดระดับน้ำตาลได้หลังจากกระต่ายได้รับ 2, 3 และ 4 ชั่วโมง  จากผลการทดลองนี้แสดงว่า สารสกัดจาผลมะแว้งต้น สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

ฤทธิ์ขยายหลอดลม  Bector และคณะ ได้ทดลองให้มะแว้งกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง จำนวน 305 คน พบว่าตำรับยาดังกล่าวให้ผลในการบรรเทาอาการหอบหืด หลอดลมอักเสบและอาการไอได้ แต่ไม่ได้ผลขณะที่มีอาการหอบหืด

การศึกษาทางพิษวิทยา

การทดสอบความเป็นพิษ การศึกษาฤทธิ์ทางพิษวิทยาของสารสกัดเมทานอลของผลมะแว้งต้น  โดยใช้หนูแรทเพศผู้สายพันธุ์วิสตาร์ทั้งเพศผู้และเพศเมีย  ให้สารสกัดมะแว้งต้นความเข้มข้น 250, 500,2000 mg/kg ทางปาก พบว่าการติดตามผลใน 4 ชั่วโมงแรก  ไม่พบความผิดปกติของหนูทดลองเมื่อได้รับสารสกัดขนาด 2000 mg/kg

Dhar และคณะ ได้ทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดต้นมะแว้งต้นด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) โดยฉีดสารสกัดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ในขนาด 50 มก./กก. พบว่าสารสกัดมีค่า LD50 เท่ากับ 900 มก./กก. Abraham และคณะ ทดลองฉีดสารสกัดส่วนเหนือดินของมะแว้งต้นด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนูถีบจักร พบว่าสารสกัดมีค่า LD50 เท่ากับ 383 มก./กก.

พิษต่อเซลล์ มีการทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดจากต้นมะแว้งต้นด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) ต่อเซลล์มะเร็ง 9KB (nasopharynx) พบว่าสารสกัดมีความเป็นพิษต่อเซลล์ การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดต้นมะแว้งต้นด้วยคลอโรฟอร์มต่อเซลล์ H1477 (melanoma), CA-9KB, Hela, Hepatoma-HA22T, Glioma-8401 พบว่าสารสกัดมีความเป็นพิษต่อเซลล์อ่อน หรือไม่แน่นอน การทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารสกัดต้นมะแว้งต้นด้วยเอทานอล (95%) พบว่าสารสกัดมีความเป็นพิษต่อเซลล์ 9KB, Colo-205, Hela, H1477, Glioma-8401 และ Hepatoma-HA22T อ่อน หรือไม่แน่นอนเช่นกัน และเมื่อทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดผลมะแว้งต้นด้วยเอทานอล (70%) พบว่าสารสกัดไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ Colo-320

Syu และคณะพบว่า solavetivone ที่แยกได้จากมะแว้งต้นมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งรังไข่มนุษย์ Ovcar-3 โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 0.1 มิลลิโมล Nakamura และคณะได้ทำการศึกษาความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารกลุ่ม steroidal glycoside ที่แยกได้จากมะแว้งต้น โดยนำไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ได้แก่ PC-6 (เซลล์มะเร็งปอด), MCF-7 (เซลล์มะเร็งเต้านม), SW620 (เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่), NUGC-3 (เซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร), P388 (เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว) จากการทดลองพบว่าสาร dioscin จากมะแว้งต้นมีความเป็นพิษต่อเซลล์สูงที่สุด และสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งทุกชนิดที่ทำการทดสอบ

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ในการใช้ยาประสะมะแว้งไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 15 วัน หากไม่ดีขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์
  2. ในการใช้ยาประสะมะแว้งในผู้ป่วยที่ต้องจำกัดการใช้เกลือ ไม่ควรใช้น้ำมะนาวแทรกเกลือ
  3. สาร Solanine หากนำมาใช้ในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เกิดอาการเป็นพิษ ทำลายเซลล์ในเม็ดเลือด ทำให้มีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง อาเจียน ตาพร่ามัว ขับถ่ายฉับพลัน หัวใจเต้นถี่ และค่อย ๆ ลดลงจนหัวใจหยุดเต้น หรือทำให้ควบคุมสติไม่ได้และสลบไป โดยสารดังกล่าวจะพบมากในผลมะแว้งต้นดิบ ดังนั้นในการบริโภคผลมะแว้งดิบเป็นอาหารควรจำกัดการบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ
  4. การใช้ยาที่มีส่วนผสมของมะแว้งติดต่อกันเกินสองสัปดาห์อาจส่งผลให้ตับทำงานหนักและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

  

เอกสารอ้างอิง

  1. กุลวดี ฐาน์กาญจน์.2545.การศึกษาลักษณะและการจัดกลุ่มเชื้อพันธุกรรมพืชสกุลมะเขือ.ปัญหาพิเศษปริญญาโท.ภาควิชาพืชสวน.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.กรุงเทพฯ
  2. สถาบันการแพทย์แผนไทย.2542.ผักพื้นบ้านภาคกลาง,โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,กรุงเทพฯ.279 น.
  3. เดชา ศิริภัทร.มะแว้ง.ทั้งต้นและเครือล้วนเชื้อพันธุ์เดิม.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่235.พฤศจิกายน.2541.
  4. ผศ.ดร.ภานุมาศ ฤทธิ์ไชย.รายงานโครงการวิจัยเรื่องการศึกษาลักษณะประจำพันธุ์และการพัฒนาการของเมล็ดพันธุ์มะแว้งต้น.ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร.คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต.
  5. ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์. “มะแว้งต้น (Ma Waeng Ton)”. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.   หน้า 238.
  6. จารุวรรณ จันใส.2534.การเก็บรวบรวมและจำแนกเชื้อพันธุ์พืชสกุลมะเขือ.ปัญหาพิเศษปริญญาตรี.ภาควิชาพืชสวน.คณะเกษตร.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.กรุงเทพฯ.
  7. นันทวัน บุญยะประภัศร.2530.ก้าวไปกับสมุนไพร (2).ธรรมกมลการพิมพ์,กรุงเทพฯ.207 น.
  8. วิทยา บุญวรพัฒน์. “มะแว้งต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 456.
  9. วุฒิ  วุติธรรมเวช.2540.สารานุกรมสมุนไพร.โอ เอส พริ้นติ้ง เฮ้าส์,กรุงเทพฯ.618 น.
  10. นิจศิริ  เรืองรังสี และ ธวัชชัย มังคละคุปต์, 2547. สมุนไพรไทย เล่ม 1 .สำนักพิมพ์ บี เฮลท์ตี้,กรุงเทพฯ.380 น.
  11. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.  “มะแว้งต้น”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 642-643.
  12. มะแว้งต้น.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudrug.com/main.php?action=viewpage&pid=160
  13. มะแว้ง,กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.medplan.mahidol.ac.th/user/reply.asp?id=6033
  14. มะแว้งต้น.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  15. มะแว้งต้น.กลุ่มยาขับเสมหะ.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.rspg.or.th/plants_data/herbs_08_05.htm.
  16. มะแว้งต้น.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.phargarden.com/main.php?=178
  17. Nakamura T, Komori C, Lee YY, Hashimoto F, Yahara S, Nohara T, Ejima A.  Cytotoxic activity of Solanum steroid glycoside.  Biol Pharm Bull 1996;19(4):564-6.
  18. Smit HF.  Woerdenbag HJ, Singh RH, Meulenbeld GJ, Labadie RP, Zwaving JH.  Ayurvedic herbal drugs with possible cytostatic activity.  J Ethnopharmacol 1995; 47(2):75-84.
  19. Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Mehrotra BN, Ray C.  Screening of Indian plants for biological activity: part I.  Indian J Exp Biol 1968;6:232-47.
  20. Abraham Z, Bhakuni SD, Garg HS, Goel AK, Mehrotra BN, Patnaik GK.  Screening of Indian plants for biological activity. Part XII.  Indian J Exp Biol 1986;24:48-68.
  21. Chiang HC, Tseng TH, Wang CJ, Chen CF, Kan WS.  Experimental antitumor agents from Solanum indicum L.  Anticancer Res 1991;11(5):1911-7.
  22. Syu WJ, Don MJ, Lee GH, Sun CM.  Cytotoxic and novel compounds from Solanum indicum.  J Nat Prod 2001;64(9):1232-3.
  23.   Bector NP, Ajit SP, Upta RK.  A new approach to the treatment of some chronic respiratory diseases.  Indian J Med Res 1971;59(5):730-42.

 

  1.