ผักเชียงดา

ผักเชียงดา

ชื่อสมุนไพร  ผักเชียงดา
ชื่ออื่น ๆ/ชื่อท้องถิ่น  ผักเชียงดา ผักเซ่งดา  ผักเจียงดา (ภาคเหนือ) ผักจินดา (ภาคกลาง) ผักว้น  ผักม้วนไก่  ผักเซ็ง  เครือจันปา (ภาคอื่น ๆ)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Gymnema inodorum (Lour.) Decnr.
ชื่อสามัญ  Gymnema
วงศ์   Asclepiadaceae

ถิ่นกำเนิดผักเชียงดา  

ผักเชียงดาเป็นพืชที่พบได้ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่น อินเดีย พม่า ศรีลักา และทางภาคเหนือของไทย สำหรับประเทศไทยผักเชียงดาจะพบได้ในบริเวณภาคเหนือ ที่มีอากาศหนาว ซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่พบมากก็คือ ผักเชียงดาในสายพันธุ์Gymnema inodorum ซึ่งในภาคเหนือนั้นผักเชียงดา เป็นผักพื้นบ้านที่ชาวเหนือในแถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และพะเยา นิยมปลูกไว้หน้าบ้านเพื่อนำยอดไปประกอบอาหาร  ส่วนในต่างประเทศมีรายงานว่าพบผักเชียงดาในประเทศที่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม มาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน และแอฟริกา

ลักษณะทั่วไปผักเชียงดา

ผักเชียงดา จัดเป็นไม้เถาเลื้อย มีอายุข้ามปี ความยาวของเถาขึ้นอยู่กับอายุ ลำต้นเป็นสีเขียว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-5 เซนติเมตร ทุกส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นจะมีน้ำยางสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกจากข้อเรียงเป็นคู่ตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรีหรือรูปกลมรี ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 9-11 เซนติเมตร และยาวประมาณ 14.5-18.5 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ท้องใบมีสีอ่อนกว่า ผิวใบเรียบไม่มีขน ก้านใบยาวประมาณ 3.5-6 เซนติเมตร ส่วนดอกผักเชียงดาออกดอกเป็นช่อแน่นสีขาวอมเขียวอ่อน ดอกย่อยมีขนาดเล็กกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-6 มิลลิเมตร และผลของผักเชียงดาจะออกเป็นฝักคู่

การขยายพันธุ์ผักเชียงดา  

ผักเชียงดาขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดและปักชำแต่นิยมขยายพันธุ์โดยการปักชำกิ่ง มากกว่าผักเชียงดาเจริญเติบโตได้ในดินร่วนที่มีการระบายน้ำได้ดี โดยในฤดูฝนจะให้ผลผลิตมากกว่าฤดูอื่นๆ ส่วนวิธีการขยายพันธุ์ผักเชียงดามีดังนี้

การเตรียมต้นกล้าที่จะทำการขยายพันธุ์โดยการใช้กิ่งคู่ใบที่ 4 - 5 ขึ้นไป สีของกิ่งเป็นสีเขียวมีความยาวกิ่งประมาณ 2 - 4 นิ้ว ใช้ 1 – 2 ข้อต่อ 1 ต้น นำมาแช่ในน้ำยาเพิ่มรากและยากันราประมาณ 5 นาที และผึ่งทิ้งไว้ให้หมาด ๆ แล้วปักลงในกระถาง หรือถุงดำขนาด 8 x 12 นิ้ว หรือในแปลงพ่นหมอกที่มีวัสดุชำ คือ ถ่านแกลบ ผสมทราย หรือถ่านแกลบอย่างเดียว ปักชำทิ้งไว้ประมาณ 45 วัน เมื่อมีรากขึ้นย้ายลงถุงชำที่ใส่ดินขนาด 4 x 7 นิ้ว นำไปไว้ในเรือนเพาะชำอีกประมาณ 45 วัน จึงย้ายกล้าลงปลูกในแปลงใหญ่ต่อไป

การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นการช่วยกำจัดวัชพืช และถือเป็นสิ่งสำคัญในการปลูกผักเชียงดาเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง การเตรียมดินที่ดีควรมีการไถดะ และทิ้งตากดินไว้ 5-7 วัน จากนั้นจึงไถแปร 1 – 2 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้แตกละเอียดไม่เป็นก้อนใหญ่ ก่อนการทำร่องหรือแถวปลูกควรมีการหว่านปุ๋ยคอก อัตราประมาณ 1 ตันต่อไร่ก่อนการไถแปร เพื่อเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้นสามารถอุ้มน้ำได้นานขึ้น และยังเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน ถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบ

การปลูก เตรียมแปลงปลูกขนาด 1 x 1.5 เมตร (ความยาวแล้วแต่พื้นที่) ใช้ระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น จ้านวนต้นต่อไร่ประมาณ 4,200 ต้น ปลูกเป็นแถวคู่ ให้น้ำ 3 – 5 วันต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและความชื้นในดิน ควรรองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยหมักอัดเม็ดประมาณครึ่งกระป๋องนมข้น คลุกดินก่อนท้าการปลูกและหลังจากปลูกเสร็จ ให้ใช้วัสดุคลุมดิน ซึ่งวัสดุที่ใช้สำหรับคลุมดิน สามารถน้าเอาวัสดุที่เหลือใช้จากการเกษตรเช่น ฟางข้าว เปลือกถั่ว แกลบดิบ มาใช้ได้ นอกจากจะเป็นการป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินแล้วดินยังช่วยรักษาความชื้นของดิน ป้องกันวัชพืช และยังสลายกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

องค์ประกอบทางเคมี 

จากการศึกษาวิจัย พบสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาคือ Gymnemic acid ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ที่สกัดได้จากใบและรากของผักเชียงดาโดย

                                                                                                                                             Gymnemic acid : Wikipedia            

ลักษณะโครงสร้างทางเคมีของ Gymnemic acid มีtri-terpenoid, glucuronic acid และกรดไขมันรวมอยู่ในโมเลกุลเดียวกัน  นอกจาก Gymnemic acid ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญแล้ว ยังพบสารสกัด จากผักเชียงดาที่สำคัญอื่น ๆ อีก เช่น flavones d-quercitol, tartaric acid, formic acid, butyric acid, lupeol, hentriacontane, pentatriacontane, stigma sterol, acidic glycosides และ anthroquinones5 สำหรับสารที่อยู่ในกลุ่มที่เป็นกรดอินทรีย์และละลายน้ำได้จะมีคุณสมบัติในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของผักเชียงดามีดังนี้

 

ผักเชียงดา (100 กรัม) ให้พลังงาน  60 กิโลแคลลอรี่

  • โปรตีน               5.4       กรัม
  •  ไขมัน               1.5       กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต     6.2       กรัม
  • ใยอาหาร           2.6       กรัม
  • แคลเซียม          78        มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส         98        มิลลิกรัม
  • สังกะสี              2.3       มิลลิกรัม
  • วิตามิน เอ          5905    หน่วยสากล
  • วิตามินบี1          981      มิลลิกรัม
  • วิตามินบี2          0.32     มิลลิกรัม
  • Niacin              1          มิลลิกรัม
  • วิตามินซี            153      มิลลิกรัม
  • แคลเซียม          78        มิลลิกรัม
  • เหล็ก                 2.3       มิลลิกรัม

Antharquinones : wikipedia

ประโยชน์/สรรพคุณของผักเชียงดา

ผักเชียงดาสามารถนำมารับประทานได้ ดังนี้

ยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเชียงดา นำมากินเป็นผัก มีรสขมอ่อนๆ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากใบผักเชียงดานิยมนำมาปรุงอาหารรวมกับผักอื่นๆ เช่น ใช้อุ๊บรวมกับผักอื่น ผสมในแกงแค แกงเขียว แกงเลียง ต้มเลือดหมู ผัดรวมกับมะเขือ ไม่นิยมนำมาแกงหรือผัดเฉพาะผักเชียงดาอย่างเดียวเพราะรสชาติจะออกขมเฝื่อน (แต่ก็มีบางคนชอบ)

ยอดผักเชียงดาสดจะมีรสมัน หากนำมาต้มให้สุกจะมีรสหอมหวาน นิยมนำใบอ่อนและยอดอ่อน มารับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก ลาบ ส้มตำ หรือนำมาทำแกง แกงส้ม แกงเขียว แกงโฮะ แกงขนุน แกงเลียงกับปลาแห้ง หรือใส่ใน แกงผักหวาน แกงรวมกับผักชะอม ผักกูด ผักเฮือด ฯลฯ หรือนำมาผัดน้ำมันหอย ทำผัดผักเชียงดา ผัดร่วมกับมะเขือ ฯลฯ (ผักเชียงดาในหน้าแล้งจะอร่อยกว่าในหน้าฝน เพราะผักเชียงดาในหน้าฝนจะมีรสเฝื่อน)

ปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรนำผักเชียงดามาปลูกเป็นแปลงขนาดใหญ่เพื่อเก็บยอดขายเป็นเชิงการค้า เช่น จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน และจันทบุรี โดยสามารถพบผักเชียงดาขายอยู่ที่ตลาดในตัวเมืองเชียงใหม่

นอกจากนี้ผักเชียงดายังงเป็นผักพื้นบ้านที่มีศักยภาพในการผลิต ในระดับอุตสาหกรรมได้และผลผลิตสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เช่น ทำชาชง น้ำสกัดเข้มข้น น้ำสกัดพร้อมดื่ม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบแคปซูล  ส่วนในสรรพคุณทางยานั้นผักเชียงดาเป็นผักที่หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นผักเพิ่มกำลังในการทำงานหนักและใช้เป็นยารักษาเบาหวานเช่นเดียวกับอินเดียและประเทศแถบเอเชียมานานกว่า 2 พันปีแล้ว และตามตำรายาพื้นบ้านระบุว่าผักเชียงดา ช่วยทำให้เจริญอาหาร  ผักเชียงดามีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตา แก้ตาฝ้าฟาง มีอาการเคืองตา ต้นช่วยแก้หูชั้นกลางอักเสบ ใบนำมาตำให้ละเอียดใช้พอกบริเวณกระหม่อมเพื่อรักษาไข้ อาการหวัด ปรุงเป็นยาลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ผลมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้และหอบหืด ต้นสรรพคุณเป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ แก้ไอ แก้ปอดอักเสบ ช่วยแก้โรคบิด   ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ต้นแห้งหรือต้นสดใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยขับระดูของสตรีช่วยแก้อาการบวมน้ำ ใบใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนังทุกชนิด ทำให้น้ำเหลืองแห้ง และแก้กามโรค ใบสดใช้ตำพอกฝีหรือหัวลำมะลอก งูสวัด เริม ถอนพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน หัวมีรสมันขม มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษอักเสบ พิษร้อน ช่วยดับพิษกาฬ แก้พิษไข้เซื่องซึม ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ส่วนใบของผักเชียงดาเมื่อนำมาสกัดด้วยน้ำหรือตัวทำละลายอินทรีย์ พบว่ามีสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบอยู่หลายชนิด เช่นวิตามินซีวิตามินอีเบต้าแคโรทีน แซนโธฟิลล์แทนนิน คลอโรฟิลล์และสารประกอบฟินอลลิก3 โดยสารสำคัญเหล่านี้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารอนุมูลอิสระนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งตับมะเร็งในกระเพาะอาหาร โรคอ้วน โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน และโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังช่วยในการบำรุงสายตา ควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกตินอกจากใบของผักเชียงดาแล้วส่วนของลำต้นยังมีสารออกฤทธิ์ที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการไอแก้หลอดลมอักเสบและปอดอักเสบ แก้ริดสีดวงทวารโรคบิดอีกทั้งยังใช้เป็นยาขับปัสสาวะ  อีกทั้งสารสกัดจากใบยังช่วยทำให้นักกีฬาเกิดการพัฒนากล้ามเนื้อมากขึ้น

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

ในการใช้ผักเชียงดาตามตำรายาพื้นบ้าน คือ ใช้รักษาเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ให้รับประทานเป็นผักสดอย่างน้อยวันละประมาณ 50-100 กรัม หรือ 1 ขีด สามารถช่วยป้องกันและบำบัดโรคเบาหวานได้ นำใบมาตำให้ละเอียดใช้พอกบนกระหม่อมรักษาไข้หวัด แก้ไอ ขับเสมหะได้ ใช้ใบแก่ของผักเชียงดามาเคี้ยวกินสามารถรักษาอาการท้องผูกได้ ใบสดใช้ตำพอกฝีหรือพอกบริเวณที่เป็นเริม งูสวัดแก้ปวดแสบ ปวดร้อน ส่วนรูปแบบและขนากการใช้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า การศึกษาในคนพบว่าใช้สารออกฤทธิ์ประมาณ ๔๐๐-๖๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณ 8-12 กรัมของผงแห้งต่อวันโดยกินครั้ง 4 กรัม วันละ 2-3 ครั้งก่อนอาหารให้ผลในการควบคุมและรักษาโรคเบาหวานได้ดี ส่วนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแคปซูลผักเชียงดา ในรูปแบบผงแห้งที่มีการควบคุมมาตรฐานของกรดไกนีมิก (gynemic acid) ต้องมีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 หรือ 1 แคปซูลใหญ่จะต้องมีผงยาของเชียงดาอยู่ 500 มิลลิกรัม

การศึกษาทางเภสัชวิทยา 

มีการศึกษาวิจัยพบว่าผักเชียงดามี Gymnemic acid (สกัดมาจากส่วนรากและใบของผักเชียงดา) โดยสารชนิดนี้มีลักษณะโครงสร้างเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงเข้าไปจับกับตัวรับที่ลำไส้แทนโมเลกุลของกลูโคส และช่วยสกัดกั้นสารน้ำตาลตัวจริงที่เข้ามาสู่ร่างกายได้ และยังสามารถช่วยควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิดที่พึ่งอินซูลินและชนิดไม่พึ่งอินซูลิน  ตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 มีการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบประสิทธิภาพ กลไกออกฤทธิ์ ในการลดน้ำตาลในเลือด ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาที่มหาวิทยาลัยมาดราส ประเทศอินเดียโดยศึกษาผลของผักเชียงดาในหนูด้วยการให้สารพิษที่ทำลายบีตาเซลล์ในตับอ่อนของหนู พบว่าหนูที่ได้รับผักเชียงดา (ทั้งในรูปของผงแห้งและสารสกัด) มีระดับน้ำตาลในเลือดกลับมาเป็นปกติภายใน 20-60 วัน ระดับอินซูลินกลับมาเป็นปกติ และจำนวนของบีตาเซลล์เพิ่มขึ้น

มีการศึกษาผลของผักเชียงดาในผู้ป่วยโรคเบาหวานพบว่า ผักเชียงดาสามารถลดการใช้ยารักษาเบาหวานแผนปัจจุบัน และบางรายสามารถเลิกใช้ยาแผนปัจจุบันโดยใช้แต่ผักเชียงดาอย่างเดียวสำหรับการคุมระดับน้ำตาลในเลือด  จากการศึกษานี้ ยังพบว่าปริมาณของระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (hemoglobin A1c) ลดลง (ปริมาณสารตัวนี้แสดงให้เห็นว่าการกินผักเชียงดาทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือดในช่วง 2-4 เดือนที่ผ่านมามีความสม่ำเสมอ ถ้าลดลงแสดงว่าคุมระดับน้ำตาลได้ดี ซึ่งเป็นการลดโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด จากการป่วยเป็นโรคเบาหวาน) และปริมาณอินซูลินเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการรักษาเบาหวาน นอกจากปริมาณอินซูลินจะไม่เพิ่มขึ้นแล้วปริมาณของระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย  ปี พ.ศ.2546 นักวิทยาศาสตร์รายงานถึงผลของสารสกัดผักเชียงดาในหนูซึ่งนอกจากจะพบฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดและเพิ่มปริมาณอินซูลินแล้ว ยังลดปริมาณของอนุมูลอิสระในกระแสเลือดของหนูที่เป็นเบาหวานได้อีกด้วย ทั้งยังเพิ่มปริมาณของสารกลูตาไทโอน วิตามินซี วิตามินอี ในกระแสเลือดของหนูได้อีกด้วย และยังพบอีกว่าสารสกัดผักเชียงดามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดสูงกว่ายาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาเบาหวานที่มีชื่อว่า ไกลเบนคลาไมด์ (glibenclamide)

มีการวิจัยในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานที่ใช้อินซูลิน 27 ราย โดยให้กินสารสกัดที่ทำให้บริสุทธิ์ขึ้น 400 มิลลิกรัมต่อวัน พบว่าปริมาณความต้องการอินซูลินในผู้ป่วยเบาหวานลดลง และในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ได้ใช้อินซูลิน 22 ราย เมื่อให้สารสกัด 400 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 18-20 เดือน ร่วมกับยารักษาเบาหวาน พบว่าปริมาณการใช้ยารักษาเบาหวานลดลง โดยมีผู้ป่วยจำนวน 5 ราย ใน 22 ราย ที่สามารถหยุดให้ยาเบาหวานโดยใช้แต่สารสกัด Gymnema เพียงอย่างเดียว

การศึกษาทางพิษวิทยา

นักวิทยาศาสตร์ได้มีการศึกษาความเป็นพิษของผักเชียงดาไม่พบความเป็นพิษแต่อย่างใด โดยให้กลุ่มตัวอย่างรับประทานชาชงทุกวันเป็นระยะเวลา28วัน แล้วทำการวัดระดับกลูโคสในพลาสมา (Fasting plasma glucose) พบว่าไม่มีการลดลงของระดับกลูโคสในพลาสมาในร่างกายและไม่พบการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของตับ  แสดงให้เห็นว่าการรับประทานชาชงจากผักเชียงดาไม่มีพิษต่อตับ

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. ผักเชียงดาในฤดูแล้วเหมาะแก่การนำมาบริโภคเป็นอาหารมากกว่าฤดูฝน เพราะจะไม่มีรสขมเฝื่อน
  2. ในการเลือกซื้อแคปซูลผักเชียงดา ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีผงยา 500 มิลลิกรัม เพราะจะให้ผลในการรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การใช้ผักเชียงดาในการควบคุม/รักษาโรคเบาหวาน ควรควบคุมการรับประทาอาหารต่าง ๆ และออกกำลังกายร่วมด้วยเพราะหากหวังเพียงแต่ให้สรรพคุณของผักเชียงดาเพียงอย่างเดียว แต่พฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย เหมือนเดิม ผักเชียงดาคงช่วยไม่ไหวเช่นกัน
  4. ผักเชียงดาก็เหมือนสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ซึ่งถ้าบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยว่าปลอดภัยก็ตาม

เอกสารอ้างอิง

  1. ผศ.ปริญญาวดี ศรีตนทิพย์ และคณะ.รายงานผลการดำเนินงานปี 2558 การผลิตผักเชียงดาอินทรีย์ตามวิถี พอเพียง พออยู่พอกิน และยั่งยืน กลุ่มฮักน้ำจาง บ้านนากว้าว ตำบลบ้านกิ่ว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง . สถาบันวิจัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
  2. ดร.จักรพันธุ์ เนรังสี.ผักเชียงดา พืชสมุนไพรที่ไม่ธรรมดา .วารสารเพื่อการวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม.ปีที่ 22 ฉบับที่ 4 ประจำเดือน ตุลาคม-ธันวาคม 2558 . หน้า 12-14
  3. เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก .“ผักเชียงดา”.  หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด.  หน้า 103.
  4. เต็ม สมิตินันท์ . 2544.ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2544.ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้.กรุงเทพฯ.810 หน้า
  5. Anjum T. and Hasan Z. Gymnema Sylvestre. Plant Used By Peoples of Vidisha District for the Treatment of Diabetes. International Journal of Engineering Science Invention. 2013; 2: 98—102.
  6. ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.3 สมุนไพร พิชิตโรคเบาหวาน.คอลัมน์เรื่องเด่นจากปก.นิตยารหมอชาวบ้านเล่มที่379 .พฤศจิกายน.2533
  7. Chiabchalard A., Tencomnao T. and Santiyanont R. Effect of Gymnema inodorum on postprandial peak plasma glucose levels in healthy human. African Journal of Biotechnology. 2010; 9: 1079—1085.
  8. Preuss, H.G., M. Bagchi, C.V. Rao, D.K. Dey ang S. Satyanarayana. 2004. Effect of a natural extract of (-)-hydroxycitric acid (HCA-SX) and a combination of HCA-SX plus niacin-bound chromium and Gymnema sylvestre extract on weight loss. Diabetes Obes Metab. 6(3):171-180.
  9. Saneja A., Sharma C., AnejaK.R. and PahwaR. Gymnema Sylvestre(Gurmar): A Review. Der Pharmacia Lettre.2010;2:275—284
  10. Shimizu, K., Ozeki, M., Iino, A., Nakajyo, S., Urakawa, N., Atsuchi, M., (2001). Structure-activity Relationships of  Triperpenoid Derivatives Extracted from Gymnema inodorum Leaves on Glucose Absorption. Jpn.J.Pharmacol. 86 (March). 223-229.
  11. เก้า มกรา.นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 150 มิถุนายน 2556.
  12. Rani A. S., Nagamari V., Patnaik S. and Saidulu S. Gymnema Sylvestre: an Important Antidiabetic Plant of India: A Review. Plants Sciences Feed. 2012; 2: 174—179.
  13. Grover, J. K. and Yadav, S. P. (2004). Pharmacological actions and potential uses of Momordica charantia: a review. Journal of Ethnopharmacology, 93(1), 123-132
  14. Ahmad, N., Hassan, M. R., Halder, H. and Bennoor, K. S. (1999). Effect of Momordica charantia (Karolla) extracts on fasting and postprandial serum glucose levels in NIDDM patients. Bangladesh Medical Research Council Bulletin, 25(1), 11-13.
  15. Chiabchalard, A., Tencomnao, T., Santiyanont, R., (2010). Effect of Gymnema inodorum on Postprandial Peak Plasma Glucose Level in Healthy Human. Afr.J.Biotechnol. 9(7),1079-1085
  16. Dham, S., Shah, V., Hirsch, S. and Bernaji, M. A. (2006). The role of complementary and alternative medicine in diabetes. Current Diabetes Reports, 6, 251-258.