น้ำนมราชสีห์เล็ก ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

น้ำนมราชสีห์เล็ก

ชื่อสมุนไพร  น้ำนมราชสีห์เล็ก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  นอจียง(กะเหรี่ยง) เซียวปวยเอี่ยงเช่า,หยูจั๊บเช่า,หยูเกียเช่า,อั้งจูเช่า,พีซิกหง(จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Euphorbia thymifolia
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Euphorbia humifusa Willd.
วงศ์   EUPHORBIACEAE

 

ถิ่นกำเนิดน้ำนมราชสีห์เล็ก 

สำหรับน้ำนมราชสีห์เล็กเป็นพืชที่ไม่ทราบถิ่นกำเนิดที่แน่ชัด แต่มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ในแอฟริกา และ เอเชีย สำหรับในประเทศไทย ถือได้ว่าน้ำนมราชสีห์เล็กเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับน้ำนมราชสีห์ใหญ่ โดยมักจะพบตามที่รกร้างต่างๆ ตามชายป่า ท้องนา หรือริมถนนหนทาง ที่มีความสูง ประมาณ 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ประโยชน์/สรรพคุณน้ำนมราชสีห์เล็ก

น้ำนมราชสีห์มีการนำมาใช้ประโยชน์ เช่น การนำมาเป็นอาหารสัตว์ , ใช้เป็นยาขับพยาธิของสัตว์ , นำมาผสมเป็นยาสำหรับไล่แมลงต่างๆ เป็นต้น ส่วนสรรพคุณทางยาของน้ำนมราชสีห์เล็กนั้น ตามตำรายาไทยระบุไว้ว่า ทั้งต้น รสเปรี้ยว ฝาด เย็น ใช้แก้บวม อักเสบ ไข้จับสั่น บิด ท้องร่วง ผื่นคัน แก้แผลอักเสบ กลากน้ำนม ริดสีดวงทวาร หูน้ำหนวก งูสวัด ส่วนใบ และเมล็ด แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้ไอ รักษาโรคผิวหนัง แก้กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิ พืชทั้งต้นใช้บำรุงน้ำนม แก้ไตพิการ แก้กระษัย ขับปัสสาวะ ยางสดใช้รักษาบาดแผล

ส่วนอีกตำราหนึ่งระบุว่า ทุกส่วนใช้แก้บิด แก้ไข้จับสั่น ปัสสาวะเป็นเลือด แก้ขัดเบา อุจจาระเป็นเลือด ริดสีดวงทวาร ถ่ายเป็นเลือด ไม่มีน้ำนมหลังคลอด เด็กเป็นตาลขโมย ใช้ภายนอก รักษาเลือดออกตามเหงือกฟัน ผิวหนังเป็นผื่นคัน เป็นหูด

นอกจากนี้ในอินเดีย ใช้ใบและเมล็ดแห้งเป็นยาฝาดสมาน ขับพยาธิ เป็นยาระบาย แก้ท้องร่วง บิด แก้โรค ไฟลามทุ่ง แก้กลาก ส่วนในฟิลิปปินส์ ใช้ใบพอกแก้งูพิษกัด พอกบาดแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น น้ำคั้นจากต้นผสมเหล้าใช้แก้แมลง สัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษกัดต่อย แก้กลาก เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปน้ำนมราชสีห์เล็ก  

น้ำนมราชสีห์เล็กจัดเป็นพืชขนาดเล็ก ปีเดียวตาย มียางขาว เหมือนน้ำนม ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขามาก แผ่เบี้ยคลุมดิน มีขนเล็กน้อย สูงไม่เกิน 15 ซ.ม. โดยทั่วไปก้านมีสีแดง ใบออกเป็นใบเดียวเรียงตรงข้ามกัน ตัวใบลักษณะรูปไข่หรือกลมรี ยาว 4-6 ม.ม. ปลายใบมน อาจแหลมเล็กน้อย ฐานใบโค้งไม่เท่ากัน ขอบใบมีรอยหยักตื้น ๆ เห็นเส้นใบชัด 2-3 เส้น หลังใบสีเขียวแก่ ท้องใบสีเขียวอมเทาอ่อน ก้านใบสั้นมาก 

ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบสั้น ๆ และไม่มีก้าน ดอกย่อยเป็นแบบ Cyathium เรียงชิดกันอยู่ มีประมาณ 1-3 ช่อ ดอกมีสีชมพูอมแดง ส่วนใบประดับเป็นรูปแถบเล็ก ๆ มีอยู่หลายใบ ก้านช่อ Cyathium ยาวได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร และมีขนกระจายอยู่ โดยในแต่ละ Cyathium จะติดบนวงใบประดับรูปถ้วย มีความสูงประมาณ 0.8 มิลลิเมตร มีต่อม 4 ต่อม แต่ละต่อมมีขนาดประมาณ 0.1 มิลลิเมตร สีชมพูอมม่วง มีก้านสั้น ที่ต่อมมีรยางค์เป็นแผ่นสั้น ๆ สีชมพู มีขนาดประมาณ 0.2 มิลลิเมตร ดอกที่ติดภายใน Cyathium จะไม่มีกลีบดอกและกลีบเลี้ยง ส่วนดอกตัวผู้จะอยู่ด้านข้าง มีอยู่หลายดอก โดยเกสรตัวผู้ลดรูปเหลือ 1 ก้าน ก้านเกสรสั้นติดบนก้านดอก ส่วนดอกตัวเมีย 1 ดอกติดอยู่ด้านบน รังไข่มี 3 พู ก้านเกสรตัวเมียมี 3 ก้าน โดยยอดเกสรจะยาวประมาณ 0.6 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 2 แฉก

ผลมีลักษณะเป็นแบบแคปซูล มีพู 3 พู มีความยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร 1-1.5 มีขนสั้นและนุ่ม และก้านผลมีความประมาณ 0.3-0.4 มิลลิเมตร เมล็ดมี 1 เมล็ดในแต่ละซีกผล เมล็ดมีสีเหลืองอมน้ำตาล ผิวมีร่องตื้น ๆ 5 – 6 ร่อง โดยลักษณะของเมล็ดเป็นรูปรี เป็นเหลี่ยมเล็กน้อย มีความยาวประมาณ 0.8 มิลลิเมตร

การขยายพันธุ์น้ำนมราชสีห์เล็ก

น้ำนมราชสีห์เล็กสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ดและใช้กิ่งปักชำ แต่โดยส่วนมากแล้วจะเป็นการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดในธรรมชาติมากกว่า การนำมาขยายพันธุ์โดยมนุษย์ เพราะน้ำนมราชสีห์เล็กจัดเป็นวัชพืชที่เกษตรกรคอยกำจัดอยู่แล้ว จึงไม่มีการนำมาปลูกเพื่อใช้ประโยชน์แต่อย่างใด ซึ่งในส่วนที่สามารถพบเห็นหรือนำมาใช้ประโยชน์ ก็จะเป็นการเก็บมาใช้จากธรรมชาติมากกว่า

องค์ประกอบทางเคมีน้ำนมราชสีห์เล็ก

องค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญของต้นน้ำนมราชสีห์เล็ก คือ สารกลุ่มฟินอลิก (phenolic) ไฮโดรไลน์ (hydrolysable tannins) ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) และสเตียรอยด์  (steroids) นอกจากนี้ยังพบสารต่างๆในลำต้นและกิ่งก้านของน้ำนมราชสีห์เล็ก เช่น β-amyrin , β-sitosterol,euphosterol เป็นต้น

     
รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของน้ำนมราชสีห์เล็ก

ที่มา : Wikipedia

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้น้ำนมราชสีห์เล็ก

  • แก้ไข้จับสั่น ใช้ต้นสด 120 กรัม ต้มน้ำ ผสมน้ำตาลแดงพอประมาณ ให้กินก่อนไข้จับสองชั่วโมง
  • แก้บิดจากแบคทีเรีย และลำไส้อักเสบ ใช้ต้นแห้ง 30 กรัม ใบชาแก่(แห้ง) 15 กรัมต้มน้ำผสมน้ำผึ้งกินหรือ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้เด็กตกใจกลัวง่าย ใช้ต้นสด 60 กรัม ล้างสะอาด ตำให้ละเอียดผสมน้ำซาวข้าว เอากากทิ้งผสมน้ำผึ้งกิน
  • แก้ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน ริดสีดวงทวารมีเลือดออก ใช้ต้นสดจำนวนพอสมควร ต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น
  • แก้กลากน้ำนม ใช้ต้นสดตำผสมน้ำตาลกรวด พอกที่แผล ยานี้ยังมีผลในการแก้อักเสบและแก้บวมอีกด้วย
  • แก้งูสวัดขึ้นรอบเอว (เม็ดตุ่มเกิดจากเชื้อไวรัสขึ้นตามบริเวณเอว) ใช้ต้นสด 1 กำมือ กระเทียม 1 หัว ตำให้ละเอียด ผสมน้ำสุกที่เย็น ทาบริเวณที่เป็น

ส่วนในตำรับยาจีนระบุถึงรูปแบบการใช้ดังนี้

  • บิด ใช้น้ำนมราชสีห์เล็ก 1 ตำลึง ต้มกินหรือตำเอาน้ำกินหรือตำเอานํ้าชงนํ้าผึ้ง กินก็ได้
  • บิดมูก ใช้น้ำนมราชสีห์เล็ก 1 ตำลึง ต้มนํ้าตาลทรายขาว
  • บิดเลือด ใช้น้ำนมราชสีห์เล็ก 1 ตำลึง ต้มเนื้อสันหมู หรือต้มกับน้ำ 1 ตำลึงครึ่งใส่น้ำตาลแดง
  • ไข้จับสั่น – น้ำนมราชสีห์เล็ก 2 ตำลึง ตำแหลก เอาน้ำผสมเหล้าปริมาณเท่ากัน
  • ดีซ่าน – น้ำนมราชสีห์เล็ก 2 ตำลึง ต้มน้ำแบ่งกินเป็น 2 ครั้ง ในหนึ่งวัน
  • ปัสสาวะเลือดหรืออุจจาระเลือดหรือริดสีดวงทวารถ่ายเป็นเลือด – น้ำนมราชสีห์เล็ก 2 ตำลึงต้ม
  • น้ำนมน้อยหลังคลอด – น้ำนมราชสีห์เล็ก 1 ตำลึง ต้มเนื้อสันหมู
  • เด็กเป็นตาลขโมย – น้ำนมราชสีห์เล็ก 3 เฉียน ตุ๋นกับตับไก่หรือตับหมู รับประทาน
  • เลือดออกตามไรฟันหรือเหงือก – น้ำนมราชสีห์เล็ก ต้มเอาน้ำบ้วนปาก
  • เป็นหูด – ปาดหูดให้หัวขาดพอเลือดไหลนิดๆ เอาน้ำนมราชสีห์เล็ก ตำแหลก เอาน้ำทา

นอกจากนี้ในอินเดียใช้ใบและเมล็ดแห้งของน้ำนมราชสีห์เล็กนำมาบดเป็นผงใช้กินแก้ บิด ท้องร่วง ส่วนน้ำคั้นจากต้นสดใช้ทาแก้กลาก แก้โรคไฟลามทุ่ง และในฟิลิปปินส์ ใช้ใบสดตำพอกแก้พิษงู รักษาบาดแผล ส่วนน้ำคั้นจากต้นใช้ผสมเหล้า ทาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ  การศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสารคาราจีแนน และสำลีก้อนเล็กที่ฝังไว้ที่ขาหนีบของหนูแรท โดยการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสารคาราจีแนนนั้นแบ่งหนูแรทออกเป็น 5 กลุ่มๆ ละ 5 ตัว กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม ป้อนน้ำกลั่นอย่างเดียว กลุ่มที่ 2 ป้อนยาแผนปัจจุบันต้านการอักเสบ (ibuprofen) 50 มก./กก. กลุ่มที่ 3 - 5 ป้อนสารสกัดเอทานอลของน้ำนมราชสีห์เล็กขนาด 50, 100 และ 200 มก./กก. ตามลำดับ หลังจากนั้น 30 นาที ฉีดสารคาราจีแนน 0.1 มล. (1% น้ำหนัก/ปริมาตร ใน normal saline) เข้าชั้นใต้ผิวหนังที่อุ้งเท้าซ้ายของหนูแรทเพื่อให้เกิดการอักเสบในทุกกลุ่ม วัดการบวมที่อุ้งเท้าหนูชั่วโมงที่ 1, 2 และ 3 ส่วนกลุ่มที่เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยก้อนสำลีขนาดเล็กน้ำหนัก 30 มก. ฝังเข้าที่ขาหนีบของหนูแรท แบ่งหนูออกเป็น 5 กลุ่มๆ ละ 5 ตัว เช่นเดียวกับกลุ่มที่เหนี่ยวนำด้วยสารคาราจีแนน ให้สารสกัดนาน 7 พบว่าฤทธิ์ต้านการอักเสบที่อุ้งเท้าหนูจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนนของสารสกัดเอทานอลของน้ำนมราชสีห์เล็กขนาด 50, 100 และ 200 มก./กก. ในชั่วโมงแรก มีค่าเท่ากับ 29.14%, 29.43% และ 45.71% ตามลำดับ และเพิ่มสูงขึ้นในชั่วโมงที่ 2 และ 3 ในขณะที่ยาแผนปัจจุบัน ibuprofen มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเท่ากับ 59.71%, 67.57% และ 68.52% ในชั่วโมงที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ ส่วนฤทธิ์ต้านการอักเสบจากการเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสำลีที่ฝังไว้ที่ขาหนีบของหนูพบว่า สารสกัดเอทานอลของน้ำนมราชสีห์เล็กขนาด 50, 100 และ 200 มก./กก. สามารถต้านการอักเสบได้ 32.1%, 40.8% และ 45.4% ตามลำดับ ในขณะที่ยาแผนปัจจุบัน ibuprofen มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเท่ากับ 60.3%

ฤทธิ์ปกป้องตับ มีการศึกษาฤทธิ์ปกป้องตับที่เหนี่ยวนำให้เกิดพิษที่ตับด้วยสารคาร์บอนเตดตระคลอไรด์ (CCl4) โดยแบ่งหนูแรทออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 5 ตัว กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมป้อนสาร 1% โพลีเอทิลีนไกลคอล (PEG) ขนาด 2 มล./กก. กลุ่มที่ 2 ป้อน CCl4: PEG อัตราส่วน 1:1 ขนาด 0.5 มล./กก. กลุ่มที่ 3 ป้อนยาแผนปัจจุบันที่มีฤทธิ์ปกป้องตับ (silymarin) 50 มก./กก. ใน 1% PEG ครั้งเดียว กลุ่มที่ 4 ป้อนสารสกัดเอทานอลของน้ำนมราชสีห์เล็กขนาด 100 มก./กก./วัน นาน 7 วัน ซึ่งในวันที่ 5 ของการทดลองให้ป้อนสาร CCl4 ทุกกลุ่มยกเว้นกลุ่มควบคุม พบว่าสามารถลดระดับเอนไซม์ในเลือดของตับ alanine amino tranferase (ALT), aspartate aminotranferase (AST) และ lipid peroxidation (LPO) ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับสาร CCl4 เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ดีเท่ากับยาแผนปัจจุบัน (silymarin)

            และมีการศึกษาทางเภสัชวิทยาในต่างประเทศฉบับหนึ่งระบุว่า สารสกัดเอทานอลจากพืชทั้งต้น (whole plant) ของน้ำนมราชสีห์เล็กมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียแกรมบวก เช่น (Bacillus subtilis และ S. aureus)  และแบคทีเรียแกรมลบ เช่น (Proteus spp. และ Escherichia coli) ได้

            นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาของน้ำนมราชสีห์เล็กที่น่าสนใจอีกหลายฉบับ เช่น มีฤทธิ์ต้านเชื้อราไวรัส ต้านมาลาเรีย ฆ่าไรทะเล ยับยั้งเนื้องอก ความเป็นพิษต่อเซลล์ และฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน เป็นต้น

การศึกษาทางพิษวิทยา

ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาทางพิษวิทยา เพราะการศึกษาทางพิษวิทยาของน้ำนมราชสีห์เล็กในประเทศไทย ยังมีน้อย โดยส่วนมากจะเป็นกรศึกษาในต่างประเทศเสียมากกว่า แต่มีรายงานจากศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา ระบุว่าน้ำยางของน้ำนมราชสีห์เล็ก มีฤทธิ์กัดผิวหนังทำให้อาจเกิดการระคายเคือง เป็นผื่นหรึอเป็นแผลได้

ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

ในการใช้ส่วนต่างๆของน้ำนมราชสีห์เล็ก ควรระมัดระวังในการใช้โดยเฉพาะส่วนของลำต้นและกิ่งก้านเพราะมีน้ำยางที่มีฤทธิ์ผิวหนังอาจทำให้เป็นผื่นหรือเป็นแผลได้ และที่สำคัญควรใช้ส่วนต่างๆของพืชชนิดนี้ ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สำหรับสตรีครรภ์ เด็กและผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะใช้น้ำนมราชสีห์เล็กเสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. ฤทธิ์รงค์  ทองดอน , เกษศิรินทร์ ภูมลี, พรรณรัตน์  อกนิษฐาภิชาติ , ศิริมา สุวรรณกูฏ จันต๊ะมา. ฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของสารสกัดสมุนไพร จากน้ำนมราชสีห์เล็ก.วารสารวิทยศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปีที่15.ฉบับที่ 2 . พฤษภาคม-สิงหาคม 2556.หน้า 41-47
  2. นันทวัน บุณยะประภัสสร และอรนุช โชคชัยเจริญ พร.2541.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(2),กรุงเทพมหานคร.บริษัทประชาชนจำกัด
  3. ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.น้ำนมราชสีห์และน้ำนมราชสีห์เล็ก.คอลัมน์อื่นๆ.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่14.มิถุนายน2523
  4. ฤทธิ์ต้านการอักเสบและปกป้องตับของสารสกัดน้ำนมราชสีห์เล็ก.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  5. Jayaveera, K.N.; Yoganandham, R.K.; Govindarajula, Y.; and Kumanan, R. 2010. “Phytochemical screenings, antibacterial activity and physicochemical constants of ethanolic extract of Euphorbia thymofolia Linn.” International Journal of Pharmacy and Pharmaceutical Sciences. 2(3), 81-82.
  6. Ma, J.S. and M.G. Gilbert. (2008). Euphorbiaceae (Euphorbia). In Flora of China Vol. 11: 288, 293, 296.
  7. Gupta, B.; Srivastava, R.S.; and Goyal, R. 2007. “Therapeutic uses of Euphorbia thymifolia: A review”. PharmacognosyReviews. 1(2), 299-304.
  8. Esser, H.-J. (2005). Euphorbiaceae (Euphorbia). In Flora of Thailand Vol. 8(1): 263-292.