โกฐชฎามังสี ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

โกฐชฎามังสี

ชื่อสมุนไพร  โกฐชฎามังสี
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  โกฐชฎามังสี, โกฐจุฬารส (ภาคกลาง,ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Nardostachys jatamansi (D.Don) DC.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์   Nardostachys grandiflora DC., Nardostachys chinensis Batalin.  Patrinia jatamansi D.Don, Valeriana  jatamansi D.Don
ชื่อสามัญ  Spikenard , Jatamansi.
วงศ์  CAPRIFOLIACEAE

 

ถิ่นกำเนิดโกฐชฎามังสี

โกฐชฎามังสีมีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย โดยคาดกันว่าน่าจะอยู่ในบริเวณประเทศอินเดียและภูฎานสำหรับในประเทศไทยไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ส่วนมาก การใช้ประโยชน์จากโกฐชฎามังสีในการนำมาทำตำรายาต่างๆ จะเป็นการนำเข้าจากอินเดียและประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัย


ประโยชน์/สรรพคุณโกฐชฎามังสี 

ในประเทศไทยโกฐชฎามังสีถูกนำมาใช้ประโยชน์มาตั้งแต่อดีตแล้ว ส่วนมากจะถูกนำมาใช้ในการทำเป็นยาสมุนไพรหรือนำมาเป็นส่วนผสมของตำรับต่างๆ เช่น  ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” ซึ่งมีส่วนประกอบของโกฐชฎามังสีอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ โดยยาหอมทั้ง 2 ตำรับนี้มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง  และยังได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ”  โดยโกฐชฎามังสีจัดอยู่ใน โกฐทั้งเก้า(เนาวโกฐ)  มีสรรพคุณแก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก บำรุงกระดูก แก้ไข้ในกองธาตุอติสาร แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับระดูร้าย เป็นต้น

ส่วนในตำรายาไทยระบุถึงสรรพคุณของโกฐชฎามังสีว่า เหง้าหรือรากมีรสสุขุม  ขม  กลิ่นหอม  มีกลิ่นแรงเฉพาะตัว  รสเผ็ดและขมเล็กน้อย

ใช้เป็นยากระจายหนองที่เป็นก้อนอยู่ในร่างกาย  ขับพยาธิออกจากร่างกาย  แก้ไส้ด้วนไส้ลาม คือแผลเนื้อร้ายกินแต่ปลายองคชาติเข้าไปและองค์กำเนิดบวม  ขับโลหิตระดูเน่าเสีย  ขับประจำเดือน แก้ดีพิการ ช่วยย่อยอาหาร แก้พิษทั้งปวง แก้แผลเนื้อร้าย แก้รัตตะปิตตะโรค  แก้โลหิตอันเกิดแต่กองปิตตะสมุฏฐาน  แก้โรคปากในคอ  ใช้ขับลม

นอกจากนี้ในตำรับยาอายุรเวชเขตอินเดียยังระบุไว้ว่า เหง้าและรากของโกฐชฎามังสี มีคุณสมบัติกระตุ้นและลดการเกร็ง  ใช้บำบัดโรคลมบ้าหมู  โรคฮิสทีเรีย  โรคที่มีอาการชักทุกชนิด  รวมทั้งโรคตา  แก้แผลพุพองปวด  บวมที่ผิวหนัง  โรคต่าง ๆ ที่เกิดในศีรษะ  อาการสะอึก  เป็นต้น


รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้โกฐชฎามังสี 

ขนาดการใช้โกฐชฎามังสีในรูปแบบยาผงให้ใช้ในขนาด 2-3 กรัม ต่อวัน ส่วนในการใช้ในตำรับยาอื่นๆให้ใช้ในขนาดตามที่ตำรับยานั้นๆระบุไว้


ลักษณะทั่วไปโกฐชฎามังสี 

โกฐชฎามังสีจัดเป็นพืชล้มลุก ลำต้น มีลักษณะเป็นเหง้าหรือหัวใต้ดิน มีรากย่อยปกคลุมเป็นเส้นหนาแน่นโดยรอบ รากมีรสขม ให้กลิ่นหอมแรงเฉพาะตัว เหง้ามีความแข็งแต่เปราะง่ายหักและมีก้านใบติดอยู่เป็นจำนวนมาก ขนาดของลำต้นมีความสูงประมาณ 5-50 ซม. และมีขนขึ้นปกคลุมอยู่ทั่ว

ใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามกัน มีขนสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วใบ

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด ในแต่ละช่อจะประกอบไปด้วยดอกย่อยสีม่วงอมชมพูจำนวนมากมาย มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 10-20 ซม. บริเวณโคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกออกจากกันประมาณ 4-5 กลีบ บริเวณใบประดับมีขนปกคลุมอยู่ทั่ว

ผล เป็นผลลักษณะยาวที่ปกคลุมไปด้วยขนสีขาว


การขยายพันธุ์โกฐชฎามังสี

โกฐชฎามังสี สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และการใช้เหง้าปลูก แต่ต้องปลูกในสภาพอากาศที่เหมาะสมที่ใกล้เคียงกับบริเวณเทือกเขาหิมาลัยที่เป็นถิ่นกำเนิดของพืชชนิดนี้ ส่วนวิธีการปลูกนั้นก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกพืชชนิดอื่นๆที่ใช้เหง้าและใช้วิธีการเพาะเมล็ด ในการขยายพันธุ์


องค์ประกอบทางเคมีโกฐชฎามังสี

            องค์ประกอบทางเคมี ในน้ำมันหอมระเหยของโกฐชฎามังสี ได้แก่  acetophynone , Camphor , Menthol , ƿ-anethol , Carvacrol และ Eugenol นอกจากนี้ในเหง้ายังพบสารต่างๆ ดังนี้ angelicin (แอนเจลิซิน) jatamansic  acid (กรมจาทาแมนซิก)  jatamansin (จาทาแมนซิน)  jatamansinol  (จาทาแมนซินอล)  jatamansone (จาทาแมนโซน)   jatamol A  (จาทามอลเอ) jatamol B (จาทามอลบี)  patchouli  alcohol  (พัตชูลิอัลกอฮอล์)


รูปภาพองค์ประกอบทางเคมีของโกฐชฎามังสี

     

ที่มา : wikipedia

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

มีการศึกษาทางเภสัชวิทยา พบว่าโกฐชฎามังสีมีฤทธิ์ต่างๆ ดังนี้ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด  ต้านการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ลดความดันโลหิต เสริมฤทธิ์ยานอนหลับ  กดประสาทส่วนกลาง เพิ่มการเรียนรู้และความจำ คลายมดลูก ทำให้หัวใจเต้นช้า  ต้านการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจ ฆ่าอสุจิ  กล่อมประสาท ต้านหืด  ต้านแบคทีเรีย  ลดน้ำตาลในเลือด ลดปริมาณกรดยูริก ต้านการชัก ลดไข้ ต้านการเกิดแผล และมีรายงานการศึกษาทางคลินิกพบว่าสารจาทาแมนโซนบี มีฤทธิ์ลดความดันโลหิตสูง ชนิดปานกลางถึงรุนแรง


การศึกษาทางพิษวิทยา

สำหรับการทดสอบความเป็นพิษพบว่า เมื่อฉีดสารสกัดรากด้วยแอลกอฮอล์-น้ำ (1 : 1)  เข้าช่องท้องหนูถีบจักร  ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) คือ  มากกว่า 1 ก/กก  สำหรับการฉีดน้ำมันหอมระเหยเข้าช่องท้อง พบว่าขนาดที่ทำให้สุนัขและหนูถีบจักรตายครึ่งหนึ่ง (LD50)  คือ 93 มก./กก.  และ 80.3 มก./กก.  ตามลำดับ  ส่วนในหนูตะเภาและหนูขาวคือ 2 มล/กก  และ 1.5 มล/กก  ตามลำดับ  และเมื่อใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 95% ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรและป้อนหนูขาว พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) คือ  1.25 ก./กก. และ  20  ก./กก. ตามลำดับ


ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

ในการใช้โกฐชฎามังสีในการบำบัดรักษาโรค ไม่ว่าจะใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือการใช้เป็นส่วนประกอบของตำรับยาต่างๆ ควรระมัดระวังในการใช้ คือ ควรใช้ในปริมาณที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับยาต่างๆและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง หรือผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

 

เอกสารอ้างอิง

  1. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.”โกฐชฎามังษี Jatamansi” หน้า 217.
  2. จันคนา  บูรณะโอสถ , ปนัดดา  พัฒนาวศิน , ภัทราวดี เหลืองชุวประณีต , ปกรณ์  คามวุฒิ , อุทัย โสธนะพันธุ์ , การวิเคราะห์หาองค์ ประกอบของสารหอมระเหยจากเครื่องยาในสกัด  เนาวโกฐด้วยวิธีโครบงโทกราฟีแบบแก๊ส-แมสสเปกโทรเมทรี.วารสารไทยไภษัชยนิพนธ์ปีที่11.ฉบับที่ 2. กรกฎาคม – ธันวาคม 2559. หน้า 45 – 60
  3. โกฐชฎามังสี.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudrug.com/main.php?action=viewpage&pid=29