โหระพา ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

โหระพา

ชื่อสมุนไพร  โหระพา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น โหระพาไทย,โหรพาเทศ(ทั่วไป),กอมก้อ(ภาคเหนือ,ภาคอีสาน),อิ่มคิมขาว(ไทยใหญ่-แม่ฮ่องสอน),ห่อวอซุ,ห่อกวยซวย(กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Ocimum basilicum Linn. 
ชื่อสามัญ  Sweet Basil , Common Basil 
วงศ์  Labiatae

 

ถิ่นกำเนิดโหระพา

โหระพามีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือแถบประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ แต่ได้มีการกระจายพันธุ์ไปทั่วโลกหลายพันปีมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียและยุโรป กล่าวกันในบางตำราว่าอาณาจักรโรมันได้นำโหระพาไปเผยแพร่ทั่วทวีปยุโรป แล้วจึงกระจายไปทั่วโลกในเขตร้อนและอบอุ่นทั่วโลก โหระพาจึงนับเป็นพืชจากแถบโลกเก่าทางตะวันออกที่แพร่หลายที่สุดชนิดหนึ่งจนอาจกล่าวได้ว่าปัจจุบันการปลูกโหระพาในประเทศตะวันตกแถบอบอุ่น มีมากกว่าถิ่นกำเนิดเดิมคือเขตร้อนของเอเชียเสียอีก

นอกจากนี้ชื่อโหระพาภาษาอังกฤษคำว่า Basil มาจากภาษากรีก basileus แปลว่า "ราชา หรือ ผู้นำของปวงชน" ชื่อนี้เนื่องมาจากกลิ่นดุจเครื่องหอมในราชสำนักของโหระพา และชื่ออื่นของโหระพาในภาษาแถบยุโรปต่างก็มีรากศัพท์มาจากคำว่าราชานี้ทั้งสิ้น ซึ่งเชื่อว่าโหระพาถูกใช้เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรที่ราชวงศ์ยุโรปโบราณใช้ใส่ในน้ำอาบ ปัจจุบันโหระพาเป็นพืชที่มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในทวีปเอเชียยุโรป อเมริกาใต้และแอฟริกา สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ รวมถึงสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศเช่นกัน โดยโหระพาที่ปลูกกันทั่วไปในประเทศไทยส่วนมากเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกต่อๆ กันมา โดยเก็บเมล็ดพันธุ์เอง และต่อมาบางที่เกิดจาการกลายพันธุ์ไปแต่ก็ยังไม่มีการแบ่งแยกเป็นแต่ละพันธุ์อย่างชัดเจน


ประโยชน์และสรรพคุณโหระพา

โหระพาเป็นพืชที่มีกลิ่นหอม นิยมนำมาประกอบอาหารหลากชนิดในประเทศไทย ซึ่งช่วยปรุงแต่งกลิ่นรสของอาหารให้น่ากินยิ่งขึ้น ช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารหลายชนิด เช่น ผัดหอย ผัดเนื้อ ใช้ใบปรุงอาหารเป็นผักโรยชูรสได้หลายชนิด เช่น แกงเผ็ด แกงเลียง ผัด ทอด ใบและยอดอ่อนใช้กินเป็นผักสด เป็นเครื่องแนมอาหารคาวหรืออาหารว่างได้เป็นอย่างดี เพราะโหระพามีใบหนานุ่มกว่ากะเพรา รวมทั้งกลิ่นและรสชาติไม่เผ็ดร้อนเท่ากะเพรา จึงนิยมนำมาใช้เป็นผักจิ้มหรือกินสดมากกว่ากะเพรา รวมถึงนิยมใช้กินร่วมกับอาหารที่มีรสจัดและกลิ่นแรง เช่น จำพวกหลน (หลนไส้กรอก หลนแหนม หลนกะปิคั่ว ฯลฯ) จำพวกลาบ (ลาบปลาดุก ลาบเลือด ลาบเป็ด ฯลฯ) จำพวกยำ เมี่ยง แจ่ว ก้อย ส้มตำ ฯลฯ เป็นผักกินกับขนมจีนน้ำยา ปลาร้า ซ่าหมู ใช้ใส่ในแกงบางชนิด เช่น แกงเขียวหวาน แกงโสฬส และแกงเผ็ดหมู แกงเผ็ดไก่ เป็นต้น

ส่วนในประเทศทางตะวันตกนิยมกินใบแห้งเป็นเครื่องเทศ และน้ำสลัดที่ใช้โหระพาเป็นส่วนผสม (pesto)เป็นน้ำสลัดที่ใช้ประจำในอาหารอิตาเลียน ส่วนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็นิยมกินใบโหระพา แต่ใช้โหระพาจากอียิปต์ ฝรั่งเศส และมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีกลิ่นต่างจากโหระพาของไทย แลใช้น้ำมันโหระพาใช้แต่งกลิ่นซอสมะเขือเทศ ขนมผิง ลูกอม ผักดอง ไส้กรอก และเครื่องดื่ม

นอกจากนี้โหระพามีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกเช่นใบและลำต้นของโหระพาเมื่อนำมากลั่นจะได้น้ำมันหอมระเหยซึ่งใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ใช้แต่งกลิ่นอาหารพวกลูกกวาด ซอสมะเขือเทศ ผักดอง น้ำส้ม ไส้กรอก เครื่องดื่มชนิดต่างๆ ฯลฯ ใช้แต่งกลิ่นยาสีฟันและยาที่ใช้กับปากและคอ  ทำโลชั่น ครีม แชมพู สบู่ ฯลฯและน้ำมันโหระพายังใช้ไล่แมลง หรือฆ่าแมลงบางชนิดได้ เช่น ยุงและแมลงวันได้อีกด้วย

สำหรับสรรพคุณทางยาของโหระพานั้น ตามตำรายาไทยระบุว่า

  • ใบ : มีกลิ่นฉุน รสร้อน แก้ลมวิงเวียน ขับลมในลำไส้ ขับผายลม แก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง ทำให้เรอ แก้จุกเสียดในท้อง แก้พิษตานซาง ช่วยย่อยอาหาร แก้หวัดช่วยเจริญอาหาร
  • ทั้งต้น : แก้พิษตานซาง แก้เด็กนอนสะดุ้งผวาเพราะโทษน้ำดี
  • เมล็ด : แก้บิด ทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ถ่ายสะดวก เป็นยาระบาย ใช้พอกฝีรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

ส่วนอีกตำราหนึ่งระบุว่าทั้งต้น  ใบ มีรสฉุน สุขุม ขับลม ทำให้เจริญอาหาร แก้ปวดหัว หวัด ปวดกระเพาะอาหาร  จุกเสียดแน่น ท้องเสีย  ประจำเดือนผิดปกติ ฟกช้ำจากหกล้ม หรือกระทบกระแทก งูกัด  ผดผื่นคัน มีน้ำเหลือง  เมล็ด มีรสชุ่ม เย็น สุขุม ถูกน้ำจะพองตัวเป็นเมือก ใช้แก้ตาแดง มีขี้ตามาก ต้อตา ใช้เป็นยาระบาย ราก แก้เด็กเป็นแผล มีหนองเรื้อรัง และในต่างประเทศก็มีการใช้โหระพาเป็นสมุนไพรเช่นกัน เช่น ในอินเดียใช้แก้ไข้ แก้ไอ ขับพยาธิ และโรคเกาต์ น้ำคั้นจากใบใช้หยอดจมูก ทาผิวหนังแก้โรคผิวหนัง เมล็ดกินแก้อาหารไม่ย่อย  ในมาเลเซีย ใช้น้ำคั้นจากใบแก้ไอ ส่วนในเด็กใช้น้ำคั้นจากช่อดอกเพราะมีกลิ่นรสอ่อนกว่าน้ำคั้นจากใบในยุโรปใช้ใบโหระพาตากแห้งชงน้ำร้อน อมกลั้วคอแก้กลิ่นปากหรือลมหายใจมีกลิ่นเหม็น

      ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยระบุว่า ใบโหระพามีบีตาแคโรทีนสูง สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็งได้ โดยโหระพา 1 ขีด มีบีตาแคโรทีน ถึง 452.16 ไมโครกรัม ร่างกายผู้ใหญ่ต้องการบีตาแคโรทีนวันละ 800 ไมโครกรัม และมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากโหระพาและสะระแหน่ซึ่งเป็นพืชในตระกูลเดียวกันมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องสารพันธุกรรมจากการเกิดความเสียหายและมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งเต้านมในหลอดทดลอง นอกจากนี้ งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ทดลองกับหนู พบว่าสารสกัดจากใบของโหระพาช่วยต้านการเกิดภาวะเป็นพิษต่อไขกระดูกและระบบเลือด ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับสารเคมีและอาจมีประสิทธิภาพเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเคมีบำบัดได้


ลักษณะทั่วไปโหระพา

โหระพาจัดเป็นพืชล้มลุก มีระบบรากแก้ว และรากฝอย ลำต้นมีความสูงประมาณ 40-100ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แก่นด้านในเป็นไม้เนื้ออ่อน ผิวลำต้นอ่อนหรือกิ่งอ่อนมีสีม่วงแดง ลำต้นแตกกิ่งตั้งแต่ระดับต่ำของลำต้นจนแลดูเป็นทรงพุ่ม กิ่งแตกออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ใบโหระพาออกเป็นใบเดี่ยว แทงออกบริเวณข้อของกิ่ง ใบมีรูปไข่ คล้ายใบกะเพรา ใบมีสีเขียวเข้มหรือม่วงแดงหรือเขียวอมม่วง กว้างประมาณ 3-4 ซม. ยาวประมาณ 6 ซม. โคนใบมน ใบปลายแหลม แผ่นใบเรียบ และค่อนข้างเป็นมัน ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีเส้นใบมองเห็นชัดเจน ใบไม่มีขน ใบมีน้ำมันหอมระเหยทำให้มีกลิ่นหอม  ดอกมีสีขาวหรือชมพูอ่อน ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 7-12 เซนติเมตร มีใบประดับสีเขียวอมม่วงซึ่งจะคงอยู่เมื่อเป็นผล กลีบดอกมีโคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 2 ส่วน เกสรตัวผู้ 4 อัน  ผล ผลเป็นสีน้ำตาล มีเมล็ด 4 เมล็ด ซึ่งเมล็ดเป็นรูปกลมรียาวประมาณ 2 มม.


การขยายพันธุ์โหระพา 

โหระพาสามารถขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี คือ การหว่านเมล็ด การเพาะกล้าย้ายปลูกและการปักชำกิ่ง แต่วิธีที่นิยมจะเป็นการปักชำกิ่ง และการเพาะกล้าย้ายปลูก โดยมีวิธีการดังนี้

การเพาะกล้าย้ายปลูก โดยการหว่านเมล็ดให้กระจายทั่วแปลงแล้วใช้แกลบสด แกลบเผาหรือฟางหว่านหรือคลุมบางๆ แล้วรดน้ำตามทันที หลังจากนั้น รดน้ำทุกวันเช้าและเย็น จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 20-25 วัน จึงทำการย้ายปลูก โดยการถอนกล้าแล้วเด็ดยอดนำไปปลูกในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร เมื่อถอนกล้าออกจากแปลงแล้วจะต้องปลูกให้เสร็จภายในวันเดียวกัน หลังจากปลูกเสร็จควรหาฟางหรือหญ้าแห้งมาคลุมเพื่อเก็บความชื้นและรดน้ำตามทันที

การปักชำ โดยตัดกิ่งที่โตเต็มที่ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แล้วปลิดใบออกให้หมดนำไปปักชำในแปลง โดยใช้ระยะปลูก 20x20 เซนติเมตร ใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งสะอาดคลุมให้ทั่วแปลง และรดน้ำตามทันที สำหรับการขยายพันธุ์ทั้ง 2 วิธีนี้ ควรทำในตอนเย็นเพราะเป็นช่างที่มีสภาพอากาศเหมาะสม

ทั้งนี้โหระพาเป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการรดน้ำให้ทุกวัน แต่ระวังอย่าปล่อยให้มีการท่วมขังของน้ำในแปลง ในระยะแรกควรทำการพรวนดินและกำจัดพืชทุกๆ 1-2 สัปดาห์ โดยการใช้มือถอนจอบหรือเสียมดายหญ้าออกและควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าให้กระทบต่อต้นและราก

หลังจากปลูกประมาณ 30-35 วัน สามารถทำการเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้มีดคมๆ ตัดต้นหรือกิ่ง ห่างจากยอดลงมาประมาณ 10-15 เซนติเมตร ซึ่งการเก็บเกี่ยวสามารถกระทำได้ทุกๆ 15-20 วัน ไปจนถึงอายุ 7-8 เดือน


องค์ประกอบทางเคมี

            ใบโหระพามีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณร้อยละ 0.1-1.5 เมื่อทำการวิเคราะห์ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างจาก headspace และตรวจสอบด้วย gas chromatography พบว่าในน้ำมันหอมระเหยประกอบด้วยสารเมทิลชาวิคอล (methylchavicol) เป็นสารหลัก (ร้อยละ 93) และสารกลุ่มเทอร์พีน ได้แก่ลินาโลออล (linalool) และซินีออล(1,8-cineol) 
            นอกจากนี้ ยังมีสารยูจีนอล (eugenol) กรดกาเฟอิก (caffeic acid) และกรดโรสมารินิก (rosmarinic acid)Ocimine, alpha-pinene, eucalyptol , geraniol,limonene, eugenol methyl ether.methyl cinnaminate, 3- hexen -1- ol, estragole

            นอกจากนี้โหระพายังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของโหระพา (ใบสด 100 กรัม)

-          พลังงาน 251 กิโลแคลอรี่

-          โปรตีน 14.4 กรัม

-          ไขมัน 4 กรัม

-          ใยอาหาร  17.8  กรัม

-          คาร์โบไฮเดรต 61 กรัม

-          แคลเซียม 2,113 มิลลิกรัม

-          ฟอสฟอรัส 46 มิลลิกรัม

-          เหล็ก 42 มิลลิกรัม

-          แมงกานีส 42.2 มิลลิกรัม

-          ฟอสฟอรัส 490 มิลลิกรัม

-          โพแทสเซียม 3,433 มิลลิกรัม

-          โซเดียม 34.0 มิลลิกรัม

-          สังกะสี 6.0 มิลลิกรัม

-          วิตามิน A 9375 IU

-          วิตามิน B1 0.1 มิลลิกรัม

-          วิตามิน B2 0.2 มิลลิกรัม

-          วิตามิน C 22 มิลลิกรัม

-          เบต้า แคโรทีน 452.16 ไมโครกรัม

  
 

ที่มา : Wikipedia

 

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

แก้ไข้ ปวดศีรษะ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ ขับพยาธิ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย ช่วยเจริญอาหาร และการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำ  รับประทานเป็นชา หรือรับประทานเป็นผักสดก็ได้

รักษาอาการเหงือกอักเสบ เป็นหนอง โดยบดใบโหระพาแห้งให้เป็นผงทาบริเวณที่เป็น

บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยคั้นน้ำจากใบโหระพาสด ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอ้อย 2 ช้อน รับประทานวันละ 2 ครั้ง พร้อมกับน้ำอุ่น

แก้สะอึก โดยใช้ใบโหระพาสดหรือแห้ง พร้อมขิงสดแช่ในน้ำเดือด รับประทานในขณะที่น้ำยังร้อน

ต้านมะเร็ง แก้สิว แก้ไข้ แก้หวัด แก้ไอ  แก้พิษฝี ช่วยย่อยและเจริญอาหาร และช่วยกระตุ้น-สร้างภูมิต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บได้  นำใบแห้งมาต้มประมาณ 2-3 ช้อนชา กับน้ำเดือด 1 ถ้วย  ดื่มวันละ 3 ถ้วย

เด็กปวดท้องให้ใช้ใบโหระพา 20 ใบ ชงน้ำร้อนและนำมาให้เด็กดื่มหรือนำมาชงนมให้เด็กดื่ม ปลอดภัยกว่ายาขับลมที่ผสมแอลกอฮอล์ 

เมล็ดของโหระพาเมื่อแช่น้ำจะพองตัวเป็นเมือก ใช้กินแก้บิด ช่วยหล่อลื่นลำไส้เป็นยาระบาย เนื่องจากไปเพิ่มจำนวนกากอาหาร (bulk laxative)

แก้ไอและหลอดลมอักเสบใช้ใบคั้นเอาน้ำ 2-4 กรัม ผสมน้ำผึ้ง

แก้ปวดฟันใช้สำลีก้อนเล็กๆ ชุบน้ำคั้นจากใบอุดโพรงฟันที่ปวด

ลดอาการอักเสบของแผลทำให้แผลหายเร็ว โดยนำใบสดประมาณ 5-10 ใบมาบีบขยำ แล้วนำมาประคบแผล
ลดอาการปวด และบวม เนื่องจากแมลงสัตว์กัดต่อย โดยนำใบมาขยำ แล้วใช้มาหรือประคบบริเวณแมลงกัดต่อยจะช่วยให้


การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อสกัดน้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพาด้วยเมทานอล พบว่ากรดโรสมารินิกในใบโหระพามีประสิทธิภาพต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบโดยวิธี DPPH scavenging activity

นอกจากนี้ การทดสอบน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดด้วยน้ำจากใบโหระพาต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระในห้องทดลอง พบว่าสารสกัดน้ำและน้ำมันหอมระเหยจากโหระพามีฤทธิ์ป้องกันความเสียหายจากการทำลายของอนุมูลอิสระได้

ฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลและแผ่นคราบ (พลัค) ในกระแสเลือดงานวิจัยการใช้ใบโหระพาเป็นยาลดคอเลสเตอรอล ในเลือดของสัตว์ทดลองที่ประเทศโมร็อกโกพบว่า สารสกัดโหระพามีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองที่ถูกทำให้มีปริมาณไขมันสูง เนื่องจากการสะสมไขมันของแม็กโครฟาจที่เหนี่ยวนำโดยแอลดีแอล-คอเลสเตอรอล (LDL-C) หรือไขมันไม่ดี มีบทบาทสำคัญในการเกิดแผ่นคราบ (พลัค) ของโรคหลอดเลือดอุดตัน

คณะทำงานที่ประเทศอิตาลีจึงทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดกับการต้านออกซิเดชันของไขมันไม่ดี งานวิจัยพบว่าสารสกัดเอทานอลของโหระพามีฤทธิ์ต้านไขมันไม่ดี ออกซิเดชันจากการเหนี่ยวนำของ Cu (2+)

นอกจากนี้ สารสกัดโหระพาลดการรวมตัวสะสมของหยดไขมันแม็กโครฟาจที่เกิดจากไขมันไม่ดีที่เปลี่ยนไป สารสกัดโหระพาไม่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอร์ ของคอเลสเตอรอลและการสังเคราะห์ไตรกลีเซอรอลในเซลล์แต่อย่างใด แม็กโครฟาจที่ได้รับสารสกัดโหระพาลดการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในสภาพที่ไม่ใช่เอสเทอร์ และลดอัตราการทำงานของ surface scavenger receptor

ฤทธิ์ต้านจุลชีพ

  • ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย : สารสกัดจากโหระพามีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียที่ก่อโรค เช่น Staphylococcus, Enter-ococcus และ Pseudomonas น้ำมันหอมระเหยจากโหระพาที่สกัดด้วยวิธี hydrodistillation มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียแกรมบวก แกรมลบ
  • ฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อสิว : นอกจากนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวรพบว่า สารสกัดเอทานอลของใบโหระพามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการเกิดสิว Propionibacterium acnes ได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับสารสกัดจากพืชร่วมตระกูลโหระพาอื่นๆ เช่น กะเพรา
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา : น้ำมันโหระพามีสารสำคัญคือ linalool และ eugenol ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้ง Sclerolinia sclero-tiorum, Rhizopus stolonifer and Mucos spp. น้ำมันโหระพาในขนาด 1.5 ml/l มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของไมซีเลียมเชื้อรา 22 ชนิด รวมถึงสายพันธุ์ที่สร้างไมโคท็อกซินของ Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus ด้วย
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส : โหระพามีการใช้งานมานานในการแพทย์แผนจีน การศึกษาฤทธิ์สารสกัดโหระพาและสารสำคัญในการต้านไวรัสพบว่าสารสกัดน้ำและเอทานอลของโหระพา และสารสำคัญคือเอพิจีนิน

ลินาโลออล และกรดเออเซลิกมีฤทธิ์ต้านไวรัสแบบ broad sprectrum ครอบคลุมดีเอ็นเอไวรัส (herpes viruses (HSV), adenoviruses (ADV) hepatitis B virus) และ RNA ไวรัส (coxsackievirus B1 (CVB1) and enterovirus 71 (EV71)

  • ฤทธิ์ต้านปรสิต : น้ำมันโหระพามีฤทธิ์ต้านปรสิต Giardia lamblia สารออกฤทธิ์ต้าน G. lamblia คือ ลินาโลออล

ฤทธิ์ต้านสารก่อมะเร็งน้ำมันโหระพาสามารถเพิ่มฤทธิ์ของเอนไซม์ glutathione-S-transferase มากกว่าร้อยละ 78 ในกระเพาะ ตับ และหลอดอาหารของหนูทดลองและสามารถต้านการก่อมะเร็งของหนูได้ โดยมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของสารซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิด squamous cell carcinoma ในกระเพาะอาหารของหนูทดลอง และพบว่าน้ำมันโหระพามีพิษต่อเซลล์มะเร็งเมื่อทดสอบด้วยวิธี MTT ในเซลล์มะเร็ง murine leukemia และ human mouth epidermal carcinoma

ฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์น้ำมันสกัดจากใบโหระพามีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของ Samonella typhimurium มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ได้ดีใกล้เคียงกับฤทธิ์ของวิตามินอี ฤทธิ์ดังกล่าวเกิดจากฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของน้ำมันโหระพา

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ  สารสกัดจากใบโหระพามีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ cyclooxygenase และ lipoxygenase ซึ่งไปเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบในเมตาบอลิกของกรดอาราชิโดนิก (arachidonic acid) พบว่าสารกลุ่มเทอร์พีนที่แยกได้จากรากและลำต้นของโหระพามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

การศึกษาฤทธิ์ต้านอักเสบของทิงเจอร์โหระพา พบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยออกฤทธิ์ที่ไขกระดูกอย่างเฉียบพลัน การศึกษาผลของทิงเจอร์โหระพา (1:10) ในการลดการอักเสบที่เกิดจากเทอร์เพนไทน์ของหนู เทียบกับการใช้ไดโคลฟีแนก (30 มก./100 ก.) โดยการวัดเม็ดเลือดขาวโดยรวมและแยกชนิด ทดสอบฟาโกไซซิสในหลอดทดลอง และการวัดการสังเคราะห์ไนตริกออกไซด์ พบว่าทิงเจอร์โหระพาลดปริมาณเม็ดเลือดขาวสุทธิปริมาณโมโนไซต์ ลดการกระตุ้นฟาโกไซต์ แต่ลดการสร้างไนตริกออกไซด์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทิงเจอร์โหระพาให้ผลน้อยกว่าการใช้ไดโคลฟีแนกเล็กน้อย

ฤทธิ์รักษาแผลกระเพาะอาหารน้ำมันโหระพามีฤทธิ์ยับยั้งฤทธิ์ของแอสไพริน ที่เหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยยับยั้งเอนไซม์ lipoxygenase และต้านฮิสทามีนที่ทำให้เกิดการอักเสบและเกิดแผล

ฤทธิ์ปกป้องสมองจากภาวะเส้นเลือดสมองอุดตัน การศึกษาผลของสารสกัดจากใบโหระพาในหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดงคาโรติดทั้งสองข้าง โดยการผูกด้วยด้ายเป็นเวลา 15 นาทีแล้วแก้ออก หนูเม้าส์จะได้รับการป้อนสารสกัดจากใบโหระพา ซึ่งสกัดด้วย ethyl acetate ขนาด 100, 200 มก./กก. หรือ ตัวทำละลายยา (กลุ่มควบคุม) หรือสารสกัดจากใบแปะก๊วย EGb761 ขนาด 80 มก./กก. (กลุ่มควบคุมเชิงบวก: positive control) ก่อนทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง 60 นาที ผลการศึกษาพบว่า หนูเม้าส์ที่เกิดการอุดตันของหลอดเลือด จะมีการทำลายของเนื้อเยื่อสมอง เกิดปฏิกิริยาลิปิดเปอร์ออกซิเดชั่น ระดับกลูตาไธโอนลดลง ประสิทธิภาพในการจดจำระยะสั้นและความสามารถในการเคลื่อนไหวน้อยลง ในขณะที่หนูเม้าส์ที่ได้รับสารสกัดจากใบโหระพา (100 และ 200 มก./กก.) มีบริเวณเนื้อเยื่อสมองตายลดลง การเกิดปฏิกิริยาลิปิดเปอร์ออกซิเดชั่นลดลง ระดับกลูตาไธโอนเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพในการจดจำระยะสั้นเพิ่มขึ้น และความสามารถในการเคลื่อนไหวดีขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับสารสกัดจากใบแปะก๊วย โดยสารสำคัญในใบโหระพาที่สกัดด้วย ethyl acetate คือ โพลีฟีนอล ฟลาโวนอยด์ และแทนนิน ดังนั้น สารสกัดจากใบโหระพามีฤทธิ์ในการป้องกันสมองหนูเม้าส์ที่ถูกทำลายจากภาวะขาดเลือดได้


การศึกษาทางพิษวิทยา

จาการรวบรวมผลการศึกษาวิจัยหลายๆ ชิ้นสรุปได้ว่า  สำหรับการนำโหระพามาปรุงอาหารหรือรับประทานสดนั้นค่อนข้างปลอดภัย ส่วนการรับประทานเพื่อสรรพคุณทางยาหรือในรูปแบบอาหารเสริมเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก็ปลอดภัยเช่นกัน แต่ควรระมัดระวังในด้านขนาดการใช้ เพราะบางรายอาจมีระดับน้ำตาลลดต่ำลงหลังจากการรับประทานโหระพามากเกินไป อีกทั้งไม่ควรรับประทานน้ำมันสกัดจากโหระพาหรือส่วนลำต้นของโหระพาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากประกอบด้วยสารเอสตราโกล (Estragole) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งตับได้


ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  1. หญิงตั้งครรภ์ และหญิงที่กำลังให้นมบุตรสามารถรับประทานโหระพาในปริมาณปกติที่พบได้จากอาหารทั่วไปได้อย่างปลอดภัย แต่การใช้ในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
  2. สำหรับสตรีมีครรภ์และเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี รวมถึงผู้สูงอายุ ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันหอมระเหยจากโหระพาเพราะทำให้เกิดอาการแพ้ง่าย
  3. ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติอาจเสี่ยงมีเลือดออกมากยิ่งขึ้นเมื่อรับประทานน้ำมันโหระพาหรือสารสกัดจากโหระพา เนื่องจากมีฤทธิ์ชะลอการแข็งตัวของเลือด
  4. เมื่อดื่มน้ำโหระพาคั้น อาจจะมีอาการข้างเคียง คือ จะทำให้มึนงงและระคายเคืองคอเล็กน้อย
  5. โหระพาอาจมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต เพื่อความปลอดภัย ผู้มีความดันโลหิตต่ำควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เพราะอาจส่งผลให้มีความดันลดต่ำเกินไปจนเป็นอันตรายได้
  6. ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดควรหยุดใช้โหระพาหรืออาหารเสริมโหระพาในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงให้มีเลือดออกมากในระหว่างการผ่าตัด

 

เอกสารอ้างอิง

  1. รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ.โหระพา คุณค่าที่มากกว่าความอร่อย.คอลัมน์ บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 356.ธันวาคม 2551.
  2. โหระพาปกป้องสมองจากภาวะเส้นเลือดสมองอุดตัน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  3. ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง,(2550).กรุงเทพฯ:บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด.
  4. เดชา ศิริภัทร.โหระพา ผักใบที่มีกลิ่นหอมหวานและหลากสายพันธุ์.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 216.พฤษภาคม.2540.
  5. โหระพา สรรพคุณและการปลูกโหระพา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.puechkaset.com
  6. โหระพา.กลุ่มยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.rspg.or.th/
  7. โหระพาผักพื้นบ้านสรรพคุณทางการรักษา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.pobpad.com
  8. Kundan S.,Shruti A.,Richa S.,Role of.Ocimum basillicum L.in prevention of ischemia and reperfusion_induced cerebral damage,and motor dysfunetions in mice brain. J Elhnopharcology 2011;137(3):1360-5